แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ vietnam แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ vietnam แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 6 (พระราชวังเบ๋าได๋ 1)



วันนี้เราทำเวลาได้ดีฮ่ะ แค่ไม่กี่ชั่วโมงในช่วงเช้าในเมืองดาลัด เราก็เที่ยวกันกระเจิงมาถึง 2 แห่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ดาลัด หรือแม้แต่ เครซี่ เฮ้าส์ และเมื่อยังมีเวลาพอเราก็ตะลุยกันต่อ จุดหมายปลายทางต่อไปของเราก็คือ พระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของเวียดนามก่อนที่จะเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบคอมมิวนิสต์แบบในปัจจุบัน นั่นก็คือ จักรพรรดิ์เบ๋าได๋ นั่นเองน่ะนะคะ


จักรพรรดิ์เบ๋าได๋แห่งเวียดนาม(จื๋อโนม : 保大)นั้น ทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 13 และเป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียนที่ครองราชย์สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2488 ค่ะ และเนื่องจากทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอันนัมในอารักขาของฝรั่งเศส (ขณะนั้นเวียดนามเป็นดินแดนของฝรั่งเศส) ดังนั้นพระองค์ทรงจึงใกล้ชิดและได้รับความคุ้มครองจากฝรั่งเศสตามไปด้วย

พระองค์ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ. 2475 เมื่อทรงมีพระชนมายุ 19 พรรษาเท่านั้นเองฮ่ะ ต่อมาญี่ปุ่นได้ทำการขับไล่ฝรั่งเศสออกจากเวียดนามในปีพ.ศ. 2488 และใช้อำนาจการปกครองผ่านจักรพรรดิเบ๋าได๋ ในช่วงนี้พระองค์ทรงตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า "เวียดนาม" และต่อมาพระองค์ก็ได้ทรงสละราชบัลลังก์ในเดือนสิงหาคมเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม

จริง ๆ แล้วเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยขององค์จักรพรรดิ์เบ๋าได๋ที่ไกด์ท้องถิ่นเหลา เอ๊ย..เล่าให้ฟังนั้นค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกร็ดเล็กน้อยระหว่างจักรพรรดิ์พระองค์นี้ กับหมายเลข 13 ไกด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า เลข 13 นั้น มีความสัมพันธ์กับองค์จักรพรรดิ์เบ๋าได๋มากเลยทีเดียว อาทิเช่น พระองค์ทรงเป็นจักพรรดิ์องค์ที่ 13 ซึ่งเป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เหงียน ทรงมีมเหสีและพระชายา 13 องค์ มีโอรสและธิดา 13 องค์ ซึ่งเมื่อสืบค้นดูรายละเอียดเรื่องนี้ จะเห็นว่าคลาดเคลื่อนอยู่ไม่ใช่น้อยนะคะ นั่นก็คือ ตามข้อมูลแล้ว ทรงมีพระมเหสีและชายาที่ได้รับการอภิเษกสมรสเพียงแค่ 5 พระองค์เท่านั้นเอง แล้วตกลงข้อมูลไหนจริงแท้แน่นอนกันแน่หว่า ??

เอาล่ะ เข้าไปเยี่ยมชม พระราชวังฤดูร้อนเบ๋าได๋ กันดีกว่าค่ะ

เนื่องจากพื้นของพระราชวังแห่งนี้เป็นไม้ ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายอันเนื่องมาจากการเยี่ยมชมของบรรดานักท่องเที่ยวและผู้สนใจ เจ้าหน้าที่จึงได้กำหนดให้ทุกคนที่จะเข้าชมพระราชวังเบ๋าได๋ ต้องสวมถุงเท้าผ้าแบบนี้


เข้าท่าดีเนอะ อิอิ..คนดูแลทำความสะอาดจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับการเก็บกวาดพื้นที่วัน ๆ รองรับผู้สนใจและนักท่องเที่ยวเป็นพัน ๆ คนด้วยอ่ะ


ภายในพระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ ได้รับการจัดห้องหับและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ขององค์จักรพรรดิ์เบ๋าได๋ไว้ตามเดิมเลยฮ่ะ ห้องต่างๆ ภายในพระราชวัง แบ่งเป็นห้องนอน,ห้องนั่งเล่น,ห้องแต่งตัว,ห้องประชุม แต่ดูเหมือนจะมีห้องนอนเยอะมากกกก..กว่าห้องอื่น ๆ ฮี่ ๆ



ดูเหมือนตอนนี้จะยาวไปซะละ ยกยอดไปเดินชม พระราชวังเบ๋าได๋ ต่อในตอนหน้าก็ละกันนะคะ



อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai



วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 5 (crazy house 2)


เมื่อตอนที่แล้วเราได้พาเที่ยวชม Crazy House แห่งเมือง ดาลัด กันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ หลาย ๆ คนคงอดทึ่งกับการออกแบบของตัวบ้านที่มีลักษณะไม่เหมือนบ้านธรรมดา ๆ หลังอื่น คือมีรูปแบบคล้ายบ้านต้นไม้ผสมกับรูปหน้าคน ซึ่งนับว่าเป็นการออกแบบที่คล้ายกับโขกออกมาจากเทพนิยายกันเลยทีเดียว ซึ่งก็แน่นอนฮ่ะ ภายนอกแปลกซะขนาดนี้ ภายในบ้านจะเหลือเร๊อะ !!


มาดูการออกแบบภายในห้องแต่ละห้องกันนะคะ


มันเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในเมืองแห่งเทพนิยาย หรือนิทานเด็กมากกว่านะเนี่ย รักเลย ๆ อุอุ ^0^/


ขอบอกว่าบางห้องของบ้านหลังนี้ยังมีการใช้งานอยู่จริงฮ่ะ ดังนั้นห้องไหนที่เป็นห้องส่วนตัว และไม่อนุญาตให้ผู้คนเข้าชม ก็จะมีการใส่กุญแจไว้ หรือมีประตูแบบครึ่งท่อนกั้นไว้ เราก็ทำได้เพียงแต่เมียง ๆ มอง ๆ เข้าไปภายในแบบตื่นตาตื่นใจเท่านั้น (อยากเข้าไปดูทุกห้องเลยอ่ะ...)


ปัจจุบันนี้มาดาม Hang Nga เจ้าของและผู้สร้างสรรค์ (ลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีโฮจิมินห์) เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ ด้วยวัย 72 ปี ดูเหมือนเธอยังมีความคิดดี ๆ ที่จะแตกยอดบ้านหลังนี้ไปได้อีกเรื่อย ๆ เพราะแม้ในวันที่อิชั้นไปเที่ยวชม ก็ยังเห็นคนงานกำลังต่อเติมบ้านกันอย่างขมักเขม้น


แหม๊ะ..มองมุมนี้.มันเหมือนหน้าคนจริง ๆ เลยโน๊ะ..


เดินเที่ยวชมกันจนหมดเวลาแล้วก็ต้องถึงเวลาไปกันต่อค่ะ แอบเสียดายเล็กน้อย น่าจะปล่อยอิชั้นไว้ที่นี่นาน ๆ Y^Y อยากอยู่ต่อสักครึ่งค่อนวันอ่ะ แต่เมื่อมีเวลาจำกัด ก็คงต้องจรลีไปที่อื่นกันอีกอ่ะเนอะ คราวหน้าเราจะไปเยี่ยมชมพระราชวังฤดูร้อนขององค์จักรพรรตเบาได๋กันนะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 4 (crazy house 1)

เมื่อเอ่ยชื่อ Crazy House หลาย ๆ คนคงนึกถึงหนังสยองขวัญที่มีฉากเป็นบ้านทึบ ๆ ทึม ๆ ชวนให้ฝันร้ายเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้อ่ะนะคะ แต่ Crazy House แห่ง ดาลัด ที่เราจะไปเที่ยวชมกันในวันนี้ กลับให้ประสบการณ์ประทับใจในจินตนาการของผู้สร้างและผู้เป็นเจ้าของบ้านแบบที่อิชั้นไม่เคยนึกมาก่อนเลย

เครซี่ เฮ้าส์ (Crazy House) หรือที่เรียกกันติดปากว่าบ้านเพี้ยนนั้น เพี้ยนเล็กน้อยสมชื่อฮ่ะ (เล็กน้อยจริงหร๋าาา..แหะ ๆ) คือนอกจากสภาพภายนอกบ้านที่ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนบ้านคนทั่วไปปกติแล้ว ห้องหับภายในบ้านยังเต็มไปด้วยจินตนาการเหมือนโขกออกมาจากเทพนิยายซะด้วย


เจ้าของผู้สร้างสรรค์บ้านหลังนี้ก็คือ ลูกสาวของประธานาธิบดีคนที่ 2 ของ เวียดนาม ซึ่งเรียนจบด้านสถาปัตย์มาจากฝรั่งเศสค่ะ ตัวบ้านมีลักษณะคล้ายบ้านต้นไม้ที่มีห้องหับสูงต่ำลดหลั่นกันไปเรื่อย ๆ แต่ละห้องมีบันไดเวียนที่สามารถเดินถึงกันได้ ว่ากันว่าผู้สร้างและเจ้าของได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง ALICE IN WONDERFUL LAND นั่นเองน่ะนะคะ


และเนื่องจากบ้านหลังนี้สร้างอยู่บนเนินเขา ดังนั้นเมื่อขึ้นไปจนถึงด้านบนสุดของบ้านแล้วเราจึงมีโอกาสได้เห็นทิวทัศน์ของเมือง ดาลัด ได้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอีกด้วย ว้าว ๆ ๆ...ส๊วยสวยเนอะ ^0^/


จะบอกว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวก็ได้ฮ่ะ นอกจากหนาวแล้วยังเสียวอีกด้วย (ฮา~) ก็อิ่บันไดเวียนที่ไต่ ๆ ขึ้นไปนี่มันทั้งสูงทั้งแคบ ประมาณด้วยสายตาแล้ว บันไดกว้างแค่ฟุตครึ่งได้มั๊ง (จะแคบไปไหน ??) แถมราวกั้นกันตกยังต่ำได้ใจอีก ใครเป็นโรคกลัวความสูง อย่าปีนขึ้นไปนะค้าา มีสิทธิ์หน้ามืดขาสั่นกันได้ง่าย ๆ


ยังไม่ได้พาชมห้องหับภายในบ้านเพี้ยนกันเลย กลับมาเที่ยวกับทริปถูกใจได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 3 (โบสถ์ดาลัด)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 2 (ถนนคนเดิน)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 1 (สถานีรถไฟดาลัด)



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai





เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 3 (โบสถ์ดาลัด)


เช้าวันรุ่งขึ้นเราใช้สูตร 6-7-8 ฮ่ะ นั่นก็คือตื่นกัน 6 โมงเช้า กินข้าว 7 โมง แล้วก็ออกไปตะลอนเที่ยวกันตั้งแต่ 8 โมง

เช้านี้อากาศหนาวมากจริง ๆ ค่ะ..อ้า จริง ๆ แล้วคงต้องบอกว่า มันหนาวตั้งแต่อิ่ตอนมาถึงเมื่อวานแล้วล่ะนะ ไม่น่าเชื่อเลย ว่าอุณหภูมิมันจะพากันลดต่ำลงอีก เมื่อคืนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 14 องศา สาย ๆ วันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 17 องศา ลมหนาวกรรโชกแรงได้อีก มิน่าห้องพักในโรงแรมถึงไม่มีเครื่องปรับอากาศให้เห็น แหม่~ก็มันเย็นเหมือนเทวดาทำแอร์รั่วซะขนาดเน้ >0</

หลังกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เช้านี้เราจะไปเยี่ยมชม โบสถ์ดาลัด ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์นิกายโบแตสแตท์สีชมพูอมส้มกัน โบสถ์หลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ 1940 ค่ะ ตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง ดาลัด และกลายเป็นแลนด์มาร์คของเมืองไปเรียบร้อยแระ


แม้อากาศจะเย็นเจี๊ยบบบ..แต่แดดก็แรงมากถึงมากที่ซู้ดดด..T^T 


ทุกครั้งที่เดินทางท่องเที่ยว อดไม่ได้ที่จะหยิบน้องนิค เพื่อนคู่ใจที่คบกันมาหลายปีมาเก็บภาพฮ่ะ (Nikon D60) โชคดีเหลือเกินที่ทริปนี้หอบเอาเลนส์ไวด์ (sigma 10-20)มาเสริมทัพด้วย ไม่งั้นก็เห็นทีจะเก็บความน่ารักสวยงามของโบสถ์ดาลัดได้ไม่หมดอ่ะนะ


เข้าไปดูข้างในโบสถ์กันเนาะ


งานนี้อิชั้นวิ่งถ่ายรูปจนหอบแดร่กเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะทางทัวร์ให้เวลาน้อยหรอก แต่ยัยคนนี้งก อยากได้ภาพเยอะ ๆ แถมติดนิสัยเวลาไปเที่ยวไหนต่อไหนก็อดที่จะถ่ายรูปนู่นนี่นั่นโน่นแบบละเลียดมุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ล่ะ ถึงทำให้ไม่ค่อยอยากเดินทางไปไหน ๆ กับคนอื่น เพราะคงมีไม่กี่คนที่ทนให้อิชั้นวิ่งพล่านไปได้ทั่วโดยไม่สนใจเค้าทุกทริป ๆ


ใครอยากดูภาพใหญ่ ๆ คลิ๊กที่รูปได้เลยนะคะ


 เฮ้อ..อยากอยู่ีถ่ายรูปที่นี่สักครึ่งวัน ^^


ใช้เวลาที่ทางทัวร์ให้มาหมดแล้วค่ะ เดี๋ยวเราจะต้องไปเที่ยวชมสถานที่ต่อไปกันต่อ หันหลับกลับไปเก็บภาพชุมชน แม้ค้าแม่ขายหน้าทางเขาโบสถ์กันสักแชะเนาะ



เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 4 (crazy house1)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 2 (ถนนคนเดิน)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 1 (สถานีรถไฟดาลัด)

เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 2 (ถนนคนเดินเมืองดาลัด)


พอพูดถึงถนนคนเดิน บางคนก็นึกไปถึงเชียงใหม่ บ้างก็นึกปาย,พิษณุโลก หรือที่อื่น ๆ แล้วแต่จังหวัดไหนจะจัดสรรของบ้านเรา แต่จะบอกว่าที่ดาลัดก็มีถนนคนเดินกะเค้าเหมือนกันนะค้าาา..

เนื่องจากเราจะมีโอกาสนอนตีพุงอยู่ที่ดาลัดถึง 2 คืน ดังนั้นคืนแรกเมื่อเก็บของเข้าโรงแรมกับออกมาทานข้าวกันเรียบร้อยละ เราก็จะไปตะลุยราตรีของชาวดาลัดกันก่อน ถือเป็นการเซอเวย์ของฝากจากเมืองดาลัดดั้ว ว่ามีอะไรน่าซื้อกลับบ้านบ้าง

งานนี้อิชั้นพลาด ไม่ได้พกกล้องไปด้วยฮ่ะ ดังนั้นภาพที่ได้จากมือถือจึงค่อนข้างจะกากจนไม่สามารถนำเสนอได้..กระซิก ๆ T^T ต้นเหตุไม่ได้เป็นเพราะอิชั้นถ่ายห่วยนะคะ เป็นเพราะน้อง oppo แหละ ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเลย (ถ่ายไม่ดีโทษปี่โทษมือถือ ตะละล้าาา... :P) ดังนั้นจึงขออนุญาตนำภาพตัวอย่างถนนคนเดินของดาลัดมาจากผู้ที่เคยเดินทางไปมาลงให้เห็นหน้าตากันคร่าว ๆ เล็กน้อยละกันเนอะ


(เครดิตภาพจาก http://www.tourgangs.com/?p=1031)

ถนนคนเดินของเมืองดาลัดนี้ ปกติแล้วก็จะมีพ่อค้าแม่ขายมากางเสื่อปูพื้นขายของสารพัดประดามีกันในยามค่ำคืนฮ่ะ ดังนั้นจึงจัดว่าเป็น ไนท์มาเก็ต (Dalat at Night) แห่งนึงที่ดึงดูดผู้คนมาจากทั่วสารทิศ ตลาดกลางคืนแห่งนี้จะเปิดขายทุกคืนและจะคึกคักเป็นอย่างยิ่งในช่วงเทศกาล มีทั้งสินค้ามือหนึ่ง,สินค้ามือสอง หลากหลายประเภท อีกทั้งยังมีของฝาก,งานหัตถกรรม(ประเภทงานถักไหมพรมเครื่องกันหนาวต่าง ๆ) ของกิน,ของใช้มากมายให้เลือกเดินเลือกซื้อกันอีกด้วย

หะแรกที่ไปถึงตลาดกลางคืนของเมืองดาลัด อิชั้นก็ถามไกด์ก่อนเลย ว่าที่นี่มีอะไรน่าซื้อบ้าง

"กาแฟสิคะพี่ เห็นเค้านิยมซื้อเป็นของฝากกันน่ะ"

เอิ่ม..ก็จริงนะ ก่อนที่อิชั้นจะมาที่นี่ ก็ได้ลองหาข้อมูลมาคร่าว ๆ ละ ว่ามีอะไรน่าซื้อมั่ง สรุปก็คือเนื่องจากเมืองดาลัดเป็นเมืองหนาว และมีสภาพอากาศที่เหมาะสำหรับการปลูกเมล็ดกาแฟเป็นอย่างยิ่ง (มีใครรู้มั่งว่า ประเทศเวียดนามเป็นประเทศผู้ส่งออกกาแฟเป็นอันดับสองของโลก รองจากบลาซิล..ไม่มีใครรู้งั้นเร๊อะ ไม่เป็นไร..เพราะอิชั้นก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ตึ่งโป๊ะ !!) ดังนั้นของฝากจากเมืองดาลัดที่ควรจะซื้อหามากที่สุด ณ.บัดนี้ ก็คงมาลงเอยกันที่กาแฟนี่แหละ

แต่จะเป็นกาแฟยี่ห้อไหนล่ะ ดาลัดมีกาแฟยี่ห้อต่าง ๆ ให้เลือกซื้อกันสารพัดยี่ห้อเลย ถ้าจะเลือกตามความนิยมที่ได้รับการตกทอดกันมาจากปากต่อปาก ก็เห็นจะเป็นอิ่กาแฟยี่ห้อ จี-เซเว่น นี่แหละฮ่ะ (G7) ทำไมถึงไม่เป็นยี่ห้ออื่นก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยกิน แต่เมื่อเค้าบอกว่าอร่อย ก็อร่อยไปตามเค้าก็ละกัน

กาแฟ G7 นี้ จริง ๆ แล้วน้องไกด์บอกว่าคืนนี้ให้คนที่อยากซื้อหาเป็นของฝากลองสอบถามราคาเอาไว้ก่อนก็ได้ฮ่ะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาสอย แต่ก็ควรจะซื้อที่นี่มากกว่าไปซื้อที่โฮจิมินห์ เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิต ไอ้ข้างอิชั้นก็ว่าง่ายเนาะ...น้ิองไกด์บอกให้สอบถามราคาเท่านั้น ก็แผล่นไปซื้อเลย 5555+ แหม่~~เสียเวลาอ่ะ ไหน ๆ ก็มาละ ก็ซื้อ ๆ ซะให้มันเสร็จ ๆ ไป ขาช้อปมือโปรทั้งหลายไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะคะ

กาแฟจีฉ่อย..เอ๊ย..G7 นี้มีให้เลือกสองรูปแบบฮ่ะ นั่นก็คือแบบ 3 in1 เติมน้ำร้อนแล้วดื่มได้เลย กับอีกแบบนึงที่เป็นเม็ดกาแฟคั่วที่บดไว้แล้ว เวลาจะกินต้องมีกระบวนการเอาไปใส่ในถ้วยกรองแล้วผสมนม+น้ำตาลตามใจชอบเอง (หรือถ้าใครฮักกาแฟดำ ก็กินมันดื้อ ๆ งั้นแหละ)

มาดูหน้าตาของกาแฟทั้งสองแบบกันนะคะ


ด้านบนเป็นแบบ ทรีอินวัน สนนราคากล่องละ 50,000 ด่อง หรือประมาณ 75 บาท ส่วนด้านล่างไฮโซขึ้นมานี๊ดด..เป็นแบบกาแฟสดคั่วบดแล้วฮ่ะ สนนราคากล่องละ 95,000 ด่อง บวกกะอิ่เครื่องกรองขนาดกลางชุดละ 22,000 ด่อง สิริรวมแล้วมื้อนั้น อิชั้นจ่ายค่าของฝากไปเหยียบครึ่งล้าน !!! :P



ซื้อของฝากกันจนกระเป๋าเบาโหวงสมใจแระ พรุ่งนี้เรามาเที่ยวดาลัดกันต่อเต็ม ๆ วันกันนะคะ

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 1 (สถานีรถไฟดาลัด)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 3 (โบสถ์ดาลัด)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 4 (crazy house1)

เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 1 (สถานีรถไฟดาลัด)


เราออกจากมุยเน่ตอนช่วงบ่ายฮ่ะ หลังจากแวะเติมพลังกันด้วยอาหารมื้อกลางวันเสร็จ ก็ยิงยาวจาก เมืองฟานเถียตไปจนถึงเมืองดาลัดเลย

เส้นทางไปดาลัดนั้น หน้าตาจะคล้ายกับทางที่จะไปทางเหนือของบ้านเรา คือลัดเลาะไปตามไหล่เขาเรื่อย ๆ และด้วยความเร็วปานแสง (เหร๋ออ ??) คือไม่เกิน 60 กม./ชม.เช่นเดิม T^T เราจึงใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง กว่าจะกระดุ๊บกระดิ๊บมาถึงดาลัดได้

เมืองดาลัด นั้น เป็นเมืองที่ไ้ด้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองแห่งดอกไม้และหุบเขาฮ่ะ และด้วยเหตุที่เมืองถูกโอบล้อมด้วยภูเขาจึงทำให้มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี แถมยังอุดมด้วยไม้ดอกไม้ประดับและพันธุ์ไม้นานาพันธุ์อีกด้วย

นอกจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นถึงใจนักเดินทางที่ได้มาเที่ยวที่นี่แล้ว สภาพบ้านเรือนของที่นี่ยังสวยงาม กระจุ๋มกระจิ๋ม แตกต่างจากสภาพบ้านเมืองแท้ ๆ ของชาวเวียดค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวค่ะ เนื่องจากเมืองนี้สร้างขึ้นสมัยที่ฝรั่งเศสได้เข้ามาปกครองเวียดนามและต้องการหาเมืองที่มีสภาพอากาศเย็นสบายเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ชาวฝรั่งเศสสมัยนั้นจึงได้เลือกเมืองดาลัดซึ่งเป็นเมืองที่ทั้งมีความสวยงามตามธรรมชาติและมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นคล้ายกับฝรั่งเศสมากที่สุด สภาพบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ภายในเมืองนี้จึงได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศสแทบทั้งสิ้น (ดาลัดนั้นเคยเป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐอินโดจีน ซึ่งเป็นอาณานิยคมของฝรั่งเศส เมื่อประมาณปลายศตรวรรษที่ 19 )

วันนี้แม้ว่าจะใช้เวลาเดินทางจากมุยเน่มาเกือบ 5 ชั่วโมง แต่ที่สุดเราก็มาถึงเมืองดาลัดในเวลาที่ฟ้ายังไม่มืดจนได้..(ขอยาลมยายหน่อย เอิ่กกก..)

เวลาพอ..กำลังใจพอ..หมู่เฮาชาวคณะพากันไปเซิ้งกระติ๊บหน้าสถานีรถไฟดาลัดเป็นการเซิร์ฟ ๆ ดีกว่านิ อิอิ..


สถานีรถไฟดาลัด นั้น ถือว่าเป็นสถานีไฟที่เก่าแก่ที่สุดของ เวียดนาม และอินโดจีนทีเดียวค่ะ สถานีรถไฟแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ 1932-1938 โดยชาวฝรั่งเศส มีความยาวของเส้นทางทั้งสิ้น 84 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันได้เปิดให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวเพื่อใช้เที่ยวชมความงามตามธรรมชาติของเมืองดาลัดน่ะนะคะ เส้นทางที่รถไฟเดินนั้นปัจจุบันจะอยู่ที่ 7 กิโลเมตรค่ะ โดยมีสถานีปลายทางอยู่ที่วัดที่ทำจากกระเบื้องทั้งหมด (เสียดายที่ไม่ได้นั่งรถไฟอ่ะ >0<)


เท่าที่ทราบมาในแต่ละวันจะมีรถไฟที่ออกจากสถานีดาลัดไปตามเส้นทางท่องเที่ยวจนถึงวัดที่ทำจากกระเบื้อง 5 เที่ยวด้วยกันนะคะ คือเที่ยว 7.45 น. ,9.59 น. ,11.55 น. ,14.00 น. ,16.05 น. ซึ่งในแต่ละเที่ยวก็จะมีเวลาให้ผู้โดยสารได้ลงเดินเล่นที่สถานีเมืองปลายทางประมาณ 30 นาที แล้วก็จะแล่นกลับมา ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 20 นาทีค่ะ

ช่วงที่ไป เค้ามีถ่ายพรีเวดดิ้งกันดั้ว..รอตั้่งนานคู่นี้ก็ไม่หนีไปจากหัวขบวนรถไฟซะที อิชั้นก็เลยตัดสินใจเก็บภาพแม่นางกับหวานใจมาด้วยซะเลย นี่แน่ะ !! 555+~~~




เดี๋ยวเย็นนี้เข้าที่พักแล้วพรุ่งนี้เรามาตะลุยดาลัดกันต่อนะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

เที่ยวทะเลทรายมุยเน่ ตอนที่ 3 (ทะเลทรายแดง)


เมื่ีอตอนที่แล้วของทริปถูกใจ เราพาเพื่อน ๆ ทุกท่านไปเที่ยวชมความสวยงามของ ทะเลทรายขาว แห่ง มุยเน่ กันมาแล้วนะคะ วันนี้เราจะกระัเถิบออกจากทะเลทรายขาวออกไปอีกนิ๊ดด..นึง ด้วยการแวะไปเที่ยวชมทะเลทรายแดงกันค่ะ

จริง ๆ แล้วระยะทางระหว่างทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงแห่งมุยเน่นี้อยู่ไม่ไกลกันเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวทั้งสองแห่งนี้ สามารถจัดเวลาเพียงครึ่งวันก็สามารถเที่ยวได้ครบทั้งสองส่วนได้ แต่เนื่องจากทะเลทรายแดงนั้น เป็นส่วนที่ติดถนนมากกว่า คือมีถนนเลียบตัวทะเลทรายไปเลยว่างั้นเหอะ ก็เลยออกจะมีคนพลุกพล่านกว่า แถมอิ่ตอนเรากลับจากทะเลทรายขาว (ที่ไปเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า) ก็สายโด่งแระ พอรถมาหย่อนพวกเราไว้ที่ทะเลทรายแดง ผืนทรายที่นั่นก็เลยอุดมไปด้วยผู้คนแล้วซะงั้น


ถามว่าจริง ๆ แล้วการไปเที่ยวชมทะเลทรายทั้งสองแห่งนี้ควรไปเวลาไหนดีกว่ากัน จริง ๆ แล้วหากไม่ได้ไปกันเอง ก็คงแล้วแต่กรุ้ปทัวร์ที่จะพาไปมั๊งคะ (แล้วแต่ความกรุณาของคุณพี่ แหะ ๆ..) แต่หากไปเองหรือเลือกเวลาเองได้ ก็ควรที่จะไปเยี่ยมชมความสวยงามตื่นตาตื่นใจของทะเลทรายขาวก่อนตั้งแต่ช่วงเช้าฮ่ะ และควรจะไปตั้งแต่เช้ามืดด้วย เพื่อที่เราจะไม่ต้องผจญกับแดดสายที่ค่อนข้างจะร้อนแรงมากนัก แถมยังจะเก็บความสวยงามของแสงแรกที่ทาบลงมาบนผืนทรายได้อย่างเต็มที่ด้วย

ส่วนคนที่อยากจะไปเก็บความงามของทะเลทรายทั้งขาวและแดงช่วงเย็นก็ไม่ต้องเสียใจฮ่ะ มันก็ยังคงสวยงามอยู่ดี เพียงแต่ระยะเวลาช่วงเย็น พระอาทิตย์จะตกเร็วมาก ดังนั้นหากไปช่วงเย็น เราจะมีเวลาเก็บภาพหรือแสงสวย ๆ ได้น้อยกว่าช่วงเช้า ก็คงต้องเลือกเอาสักเวลาล่ะเน้อ..

เรามาดูภาพของทะเลทรายแดงกันนะคะ

เนินทรายสีแดงเช็ด..สุดลูกหูลูกตา


กิจกรรมอย่างนึงที่ไกด์ทัวร์แนะนำและคิดว่าทัวร์เกือบทุกเจ้าพยายามพรีเซ้นท์เป็นจุดขายกันทั้งที่ทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงก็เห็นจะเป็นนี่ฮ่ะ....การเล่นสไลด์เดอร์ลงมาจากเนินทราย ซึ่งหากเราสไลด์มาจากเนินทรายชัน ๆ สูง ๆ มันก็ตื่นเต้วววดีหรอก แต่เท่าที่ประมาณด้วยสายตาจากผู้ที่สไลด์มาจากเนินทรายเตี้ย ๆ ที่นี่..มันแป้กอ่ะ..


สนนราคาค่าใช้บริการแผ่นสไลด์ ซึ่งหน้าตาละม้ายคล้ายแผ่นพลาสติกลื่น ๆ บาง ๆ ของบ้านเราอยู่ที่ 20 บาทไทยโดยประมาณฮ่ะ ซึ่งไอ้เจ้า 20 บาทนี้ไม่แน่ใจว่าต่อเที่ยวหรือต่อกี่เที่ยวก็ได้นะ คงต้องสอบถามต่อรองกันให้ดี ไม่งั้นก็อาจกลายเป็นหมูสยามให้พี่เวียดเชือดกันได้ง่าย ๆ (บางเจ้าก็ให้กี่เที่ยวก็ได้ฮ่ะ แต่จะขอแถมเป็นทิปแทน)


มุยเน่นั้น ถือว่าเป็นส่วนที่ยื่่นที่สุดของเวียดนามฮ่ะ คำว่ามุยเน่ แปลว่าจมูก หมายถึง เป็นแผ่นดินที่ยื่นออกไปสู่ท้องทะเลมากที่สุดนั่นเอง แอบนึกว่าถ้าเรามาเช้ากว่านี้ล่ะ ความสวยงามของทะเลทรายแดงจะมีมากกว่านี้มั้ย มันก็ต้องมากกว่าอยู่แล้วเนอะ แต่ในเมื่อเวลามันบังคับ มาดูสีสันวันพักผ่อนและคลื่นคนบนทะเลทรายแดงก็ยังดี

ความน่าสนใจของทะเลทรายแดงหมดไปแระ หันมาส่องแม่ค้าแม่ขายชาวเวียดที่นี่แทนละกันเนอะ


ออกจากที่นี่ เดี๋ยวกลับไปทานข้าวเช้าที่โรงแรมแล้ว เราจะออกเดินทางไปเมืองดาลัตในช่วงบ่ายกันนะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวทะเลทรายมุยเน่ ตอนที่ 2 (ทะเลทรายขาว)


เมืองฟานเถียต ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลทรายมุยเน่นั้น เป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งรีสอร์ท" (the resort capital) ค่ะ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีชายฝั่งติดทะเล ปัจจุบันเมืองฟานเถียตจึงได้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวเวียดนามเองและชาวต่างชาติมาเที่ยวชมกันอย่างหนาตา และนอกจากจะเป็นเมืองที่ติดชายทะเลที่มีชื่อเสียงแล้วแล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง ทะเลทรายมุยเน่ เป็นจุดดึงดูดความน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งด้วย

ว่ากันว่าแต่เดิมนั้น มุยเน่ เป็นแค่เพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แห่งนึง ซึ่งแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากความแห้งแล้งฮ่ะ จนเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนโน้นได้มีการค้นพบทะเลทรายแดง ทำให้หมู่บ้านนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น รัฐบาลเวียดนามจึงได้ทำการตัดถนนเพื่อมุ่งตรงสู่ทะเลทรายทั้งสองแห่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้การเดินทางไปเที่ยวชมทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุที่ทริปนี้เป็นทริปที่ไม่เน้นการช้อปปิ้งสักเท่าไหร่ฮ่ะ (ยกเว้นวันสุดท้ายที่ตลาดเบนถัน 555+) ดังนั้น จุดหมายหลักของพวกเราก็เหลือเพียงแค่สองอย่างคือ กินกับถ่ายรูป (แหะ ๆ) ซึ่งแน่นอนว่าหากต้องการถ่ายรูป ทะเลทรายมุยเน่ให้ได้ภาพสวย ๆ เหมือนอย่างกับที่มือโปร ๆ ทั้งหลายแหล่เค้าถ่ายมาฝากกัน(แม้ว่ารูปที่ได้จะต่างกันลิบโลก) เราก็ต้อง(แห-ก)ขี้ตาตื่นกันแต่เช้า (แอร๊ยย...) ดังนั้นวันรุ่งขึ้นพวกเราก็เลยถูกปลุกให้ตื่นกันขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่ตี 4 o_O"

เราใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมภายในเมืองฟานเถียตเพื่อไปยังมุยเน่แค่ประมาณ ชม.เดียวก็ถึงที่หมายกันซะละ เช้านี้เราจะมารอพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลทรายขาวกันก่อนนะคะ


ทะเลทรายขาว หรือ White Sand-Dunes นั้นเป็นทะเลทรายที่มีภูมิประเทศค่อนข้างแปลกตาค่ะ คือในขณะที่พื้นที่โดยรอบที่มองไปจนไกลสุดลูกหูลูกตาก็คือเนินทรายสีขาวเนื้อละเอียด ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ แต่ใกล้ ๆ กันนั้นกลับมีบึงบัวน้ำจืด ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งโอเอซิสขนาดใหญ่อยู่ด้วย คือจะแห้งแล้งก็ไม่ถึงกับแห้งแล้งซะทีเดียว เล่นเอาอิชั้นงงไปเลย..(ตกลงพี่มีทิวทัศน์เป็นแบบรวมมิตรชิมิเค๊อะ) 

เรามาดูภาพ(ที่คิดว่าสวย..ฮา~~) จากทะเลทรายผืนนี้กันนะคะ

กว่าจะเดินทางไปถึง แดดก็จุดปลายฟ้าแล้ว ^0^/


แสงสีเหลืองของพระอาทิตย์ ทำเอาทะเลทรายสีขาวนวลถูกฉาบให้กลายเป็นสีแดงฉาน จนอิชั้นนึกว่ามาผิดที่ผิดทาง..


เวิ้งว้าง แต่ไม่ว่างเปล่าซะทีเดียวนะคะ


สาย ๆ ทรายก็เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลสมชื่อ


อ่า..มันคือ White Sand-Dunes จริง ๆ ด้วยวุ้ย


จะเดินกลับละ มาดูหน้าตาของบึงบัวที่ว่ากันสักนิด


ดื่มด่ำชื่นชมกับแสงและทรายกันจนพอใจแล้ว เดี๋ยวเราจะย้ายกันไปเยี่ยมชมทะเลทรายแดงกันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวโฮจิมินห์


โฮจิมินห์ซิตี้ หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า นครไซ่ง่อน นั้นเป็นเมืองใหญ่ฮ่ะ เป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีอายุยาวนานมากว่า 300 ปีที่ได้รับการขนาดนนามว่าเ็ป็นไข่มุกแห่งตะวันออกไกล โดยภูมิประเทศแล้ว โฮจิมินห์ซิตี้ ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 6 เมตรน่ะนะคะ ทางด้านเหนือจะติดกับจังหวัดบิ่นห์เยือง (Binh Duong) ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกับจังหวัดเตนินห์ (Tay Ninh) ด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับจังหวัดด่องไน (Dong Nai) ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับเขตหวุงเต่า ในจังหวัดบาเรีย - หวุงเต่า (Baria-Vung Tau) ด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ติดกับจังหวัดลองอัน (Long An) และเตี่ยนยาง (Tien Giang) ทั้งนี้ นครโฮจิมินห์และจังหวัดรอบนอกเหล่านี้ ถือเป็นแหล่งการค้า การลงทุน ที่สำคัญที่สุดของ เวียดนามใต้ โฮจิมินห์ จึงนับได้ว่า เป็นเมืองท่าพาณิชย์และเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว


ช่วงที่เราเดินทางมาถึง ท้องฟ้าของนครไซ่ง่อนแห่งนี้มืดลงแล้วอ่ะนะคะ หลังจากผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว น้องซินก็พาหมู่เฮาชาวคณะ (ฟังดูเหมือนคณะหมอลำยังไงไม่รุ) ออกมาด้านนอกสนามบินเพื่อมาพบกับไกด์ท้องถิ่นหนุ่มหน้าตาคมเข้ม ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน พี่ท่านก็ไม่ได้ละม้ายคล้ายคนเวียดนามเลยสักกะติ๊ด..ซึ่งเมื่อถามไถ่แนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว อิชั้นจึงถึงบางอ้อ (อยู่เลยบางพลัดไปนี๊ดดนึง..) ว่าที่แท้พี่แกเป็นหนุ่มชาวเขมรที่มาเกิดและเติบโตอยู่ในเวียดนามนั่นเอง มิน่า..ถึงพูดได้หลายภาษานัก ทั้งอังกฤษ ไทย เวียดนาม เขมร แถมบางทียังพ่วงท้ายภาษาลาวแถมมาได้อีกตั้งภาษาหนึ่งด้วย นับว่าเป็นคนหลากหลายดีนะเนี่ย :P


รถบัสที่จะพาเราเดินทางกันในทริปนี้ เป็นบัสขนาดเล็กฮ่ะ ประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ แล้ว น่าจะมีประมาณ 22 ที่นั่ง ซึ่งเมื่ออัดพวกเราเข้าไปทั้ง 15 คน (รวมไกด์อีก 2 เป็น 17) ก็ยังนับว่าเป็นบัสที่นั่งได้พอดี ๆ ซึ่งแน่ีนอนว่าเมื่อมาถึงค่ำกันปานฉะนี้ สถานที่แรกที่เราต้องไปเหยียบก็คือ "โรงแรม" ที่เราจะต้องพักกันในคืนนี้นี่เอง

เก็บสัมภาระกันเสร็จแล้ว เดี๋ยวเราไปล่องเรือทานอาหาร ล่องเรือชมความงามของแม่น้ำไซง่อน กันนะคะ


ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.tripdeedee.com/traveldata/vietnam/vietnam03.php
ภาพประกอบสงวนลิขสิทธิ์โดย Pacharawalai

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

มุ่งหน้าสู่เวียดนาม


ทริปนี้เริ่มต้นกันตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555 ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2556 ฮ่ะ เรียกกันง่าย ๆ ว่าเป็นการเที่ยวข้ามปีกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น อิชั้นไม่แนะนำสำหรับคนที่มีแพลนที่จะฉลองเทศกาลสำคัญ ๆ แบบนี้กับครอบครัวเพื่อนฝูงหรือคุณแฟนอ่ะนะคะ นอกเสียจากว่าจะกระเตงไปเที่ยวด้วยกัน (ไม่งั้นอาจมีประเด็น !! 555+) ส่วนอิชั้นหายห่วงทนห้าห่วงฮ่ะ เนื่องจากโสด โสด และโสด..ดังนั้น..จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมานั่งนึกห่วงกังวลความรู้สึกของคนข้างเคียงนัก จะมีห่วงก็แต่แม่กับหมาที่บ้านเท่านั้นล่ะ ที่อาจจะต้องเหงาไปอีกหลายวันหน่อยนึ้ง (แต่อิชั้นก็ใช้เวลากับครอบครัวทุกวันอยู่แล้วก็เลยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเทศกาลปีใหม่เป็นพิเศษอ่ะนะคะ)

โปรแกรมทัวร์ของเรา (โมเมว่าเป็นของตรูเลยละกัน) เริ่มต้นกันที่วันที่ 28 ธันวาคม ค่ะ ทางบริษัททัวร์ได้ส่งสาน์รแนะนำมาทางเมล์ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าเราจะนัดพบกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ เวลาเที่ยงครึ่งนะ ซึ่งแน่นอนว่าอิชั้นก็ต้องรีบตาลีตาเหลือกไปขึ้นเครื่องบินจาก ตจว.เที่ยวเช้า เพื่อไปให้ทันเวลานัดให้จงได้

งวดนี้อิชั้นใช้วิธีจองตั๋วเที่ยวไป-กลับจากพิษณุโลกค่ะ สนนราคาสองเที่ยวก็ตกอยู่ในราว 3 พันกว่า แต่เนื่องจากเป็นตั๋วชนิดที่ขยุกขยิกเปลี่ยนเที่ยวบินไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจให้แน่นอนว่าจะไปวันไหนเวลาไหนเพื่อไม่ให้พลาด


อิชั้นพบกันน้องซิน ไกด์สาวน้อยของทางบริษัททัวร์ที่ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารขาออกตอนเที่ยงเศษฮ่ะ แรก ๆ ก็มีอาการเกร็งเล็กน้อย เพราะดูเหมือนตัวเองจะแปลกแยกพิก๊ล ก็คนอื่นเค้ามากันทีละสองทีละสาม แล้วก็นั่งจับกลุ่มคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋ง น่าร๊ากกก.. แต่ยัยนี่ลากกระเป๋าหัวฟูหน้ามันโดด ๆ มากะเค้าคนเดี๊ยะ (นึกสภาพผักเหี่ยวที่ต้องถูกเด็ดมาตั้งแต่ตี 5 แล้วก็มาวางกองอยู่กลางสนามบินสุวรรณภูมิเกือบ 7 ชม.ดูเหอะ) แถมก่อนหน้านั้นน้องซินโทร.แจ้งไว้แล้วว่า คืนแรกจะให้อิชั้นนอนกับลูกทัวร์คนอื่นก่อน 1 คืน นัยว่าเกิดการผิดพลาดทางเทคนิคยังไงไม่รู้ บริษัทดันจองห้องที่โฮจิมินห์คืนแรกไม่พอ 1 ห้องว่างั้นเหอะ..สารภาพว่าขัดข้องใจเล็กน้อยนะค้า อารายฟระ..จู่ ๆ จะให้อิชั้นไปนอนเบียดกับคู่อื่นซะงั้น ไม่เกรงใจอิชั้นก็เกรงใจคนอื่นมั่งดิ่

แต่หลังจากนั้นแค่ 2 วัน อิชั้นก็ต้องขอบคุณทางทัวร์มากค่ะ ที่ทำให้อิชั้นได้เพื่อนเที่ยวที่ดีเพิ่มขึ้นอีกตั้งสองคน ^^ ซึ่งงานนี้ถือว่าได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกตั้งสองต่อนะนี่

เที่ยวบินของสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK68 ออกบินสู่โฮจิมินห์ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมไปประมาณชั่วโมงนึงฮ่ะ คือจากที่ต้องบินเวลา 15.15 น. ก็เขยิบไปเป็น 16.15 น. แต่น้องซินได้กระซิบอกตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าไม่ต้องห่วงนะคะพี่..กัปตันสายการบินนี้ซิ่งพอตัวฮ่ะ หนูบินไปกับเตอกิสทีไร ถึงที่หมายไวกว่าเดิมทุกที นัยว่าคุณพี่เค้าอาจปวดขรี้ระหว่างขึ้นบินก็เลยต้องรีบ ๆ บินให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อนเวลาก็เป็นได้

ปกติแล้วการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-โฮจิมินห์จะใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาทีค่ะ แต่ก็อย่างที่น้องซินบอกนั่นล่ะ นั่งเล่นเย็น ๆ ใจไปราว ๆ ชั่วโมงครึ่งก็ถึงละ สัมผัสแรกเมื่ออิชั้นเหยียบย่างลงมาจากเครื่องบินก็คือ

"ทำไมที่นี่ร้อนงี้ฟระ" ..เอิ๊กกซ์..

สนามบินนานาชาติที่เครื่องเราไปลงนี้ชื่อว่า สนามบิน Tan Son Nhat International Airport ค่ะ ตอนนี้ถือว่าเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยตั้งอยู่ห่างจากใจกลางนครโฮจิมินห์ ประมาณ 7 กิโลเมตร และสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 12 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว ข่าวล่าสุดก็คือตอนนี้รัฐบาลของ เวียดนาม ได้เริ่มสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งแล้วอ่ะนะคะ นั่นก็คือสนามบินนานาชาติ ลอง ถั่น ซึ่งจะอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครโฮจิมินห์ โดยห่างออกไปประมาณ 40 ก.ม. ขนาดพื้นที่ 5,000 เฮคตาร์ (31,250 ไร่) เงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านเหรียญ หากสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะมีขนาดใหญ่กว่าสนามบินสุวรรณภูมิของไทยเราซะอีก(โว๊ะ !!) สามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 100 ล้านคน และขนสินค้าได้อีกปีละ 5 ล้านตันเลยทีเดียว ปัจจุบันกำลังดำเนินการกันอยู่ค่า ก็คงต้องติดตามตอนต่อไปของสนามบินแห่งนี้กันไปเรื่อย ๆ ล่ะนะคะ


เล่ามาตั้งนานละ เท้าเพิ่งจะแตะขอบสนามบินโฮจิมินห์เท่านั้นเอง คราวหน้ามาเที่ยวด้วยกันต่อนะคะ


อ้างอิงข้อมูลจาก http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/area/hcmc
ภาพประกอบโดย Pacharawalai



ข้อมูลก่อนไปเวียดนามใต้


เมื่อตอนที่แล้ว อิชั้นได้นำเอาเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศ เวียดนาม มาฝากกันไปเล็กน้อยละ ทีนี้ก่อนจะเดินทางไปเที่ยวไหน เราก็คงจะต้องมาเตรียมตัวเรียนรู้กันก่อน ว่าไอ้สถานที่ที่เราจะไปนั้นอ่ะ มีข้อมูลพื้นฐานอะไรบ้าง อย่างน้อยเราก็จะได้เตรียมตัวหรือเตรียมสิ่งของที่จะนำไปใช้งานที่นั่นได้ถูก ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะยัดบ้านยัดที่ดินใส่กระเป๋าเดินทางกันไปดื้อ ๆ ประเภทที่เตรียมไปก่อนเถอะน่ะ เผื่อได้ใช้ ?? ซึ่งแน่นอนว่าขืนทำยังงั้น แทนที่จะเที่ยวได้อย่างสนุก กลับจะต้องมานั่งห่วงนั่งกังวลเกี่ยวกับสัมภาระที่ขนไป แถมเหนื่อยกับการเก็บการลากกระเป๋าไปนู่นไปนี่อีก ซึ่งก็ไม่เหมาะไม่ควรสำหรับคนขี้เกียจแบบอิชั้นเป็นอย่างยิ่ง (แหะ ๆ)


เวียดนาม นั้นมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม" ฮ่ะ ปัจจุบันนี้เมืองหลวงชื่อ กรุงฮานอย ตั้งอยู่บริเวณเวียดนามเหนือ

แผนที่ของเวียดนามนั้น ทิศเหนือ จะติดกับสาธารณรัฐประชาชนจีน,ทิศใต้ ติดกับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้,ทิศตะวันออก ติดกับทะเลจีนใต้ ส่วนทิศตะวันตก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชา

สภาพภูมิศาสตร์ ของประเทศเวียดนาม จะมีลักษณะคล้ายตัว “s” ขนาดใหญ่ที่ยาวเหยียดค่ะ โดยกินบริเวณไปตาม ความยาวของคาบสมุทรอินโดจีน พื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของเวียดนามประกอบด้วยภูเขาและป่าไม้ บริเวณที่กว้างที่สุดของประเทศอยู่ทางภาคเหนือมีระยะทาง 600 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดระยะ ทาง 50 กิโลเมตร

ภูมิอากาศ-ภูมิอากาศของเวียดนามจะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ค่ะ และเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่มีความยาวถึง 1,650 กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้ จึงทำให้บางพื้นที่อุณหภูมิแตกต่างกันเป็นอย่างมาก อย่างเช่นอุณหภูมิในภาคเหนืออาจลงต่ำถึง 10 องศา และมีลมหนาวจัด ส่วนภาคใต้กลับร้อนจัดตลอดทั้งปี และมีสภาวะ อากาศแบบมรสุม

ภาคเหนือของเวียดนามมี 2 ฤดูค่ะ คือฤดูหนาวและฤดูร้อน ฤดูเริ่มร้อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน คือจะมีอากาศแบบร้อนชื้น ฝนตกมาก ฤดูหนาวอากาศจะแห้งและหนาวจัด ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมมีฝนตกประปราย

ภาคกลางจากดานังถึงยาตรังมีลักษณะอากาศที่แตกต่างออกไปเนื่องจากมีมรสุม ฤดูแล้งเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน มีฝนตกตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงกลางเดือนมกราคม

ส่วนภาคใต้มี 2 ฤดูค่ะ คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง ฝนจะเริ่มตกเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างนี้ จะมีฝนตกหนักราววันละ 20 หรือ30 นาทีในตอนบ่ายหรือตอนเย็น เดือนกุมภาพันธ์ถึงปลาย เดือนเมษายนอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 30 องศา C ต้นๆ มีอัตราความชื้นสูง ส่วนฤดูแล้งเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนน่ะนะคะ

ระบอบการปกครองของเวียนดนามนั้น ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ค่ะ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 53 เขต มีเมืองใหญ่ 3 เมือง คือ ฮานอย กรุงโฮจิมินห์ และไฮฟอง

ในเรื่องของภาษานั้น ภาษาเวียดนามขึ้นชื่อว่าเป็นภาษาที่ยากที่สุดภาษาหนึ่งนะคะ เนื่องจากเป็นภาษาที่ อยู่ในกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติก ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาจีนและธิเบต ชาว เวียดนามประดิษฐ์อักษร ของตัวเองขึ้นมาโดยอาศัยแบบอย่างมาจากจีน แต่ได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ ภาษาที่ตัวเองต้องการ เรียกว่า“โนมจน”ต่อมา บาทหลวงชาวฝรั่งเศสได้แปลภาษา ให้เป็นแบบโรมัน เรียกว่า “กว๊อก หงือ” ปัจจุบันวัยรุ่นหนุ่มสาวเวียดนามหันมาพูด ภาษาอังกฤษกันมากขึ้นส่วนภาษา ฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มักจะใช้ในหมู่ผู้สูงอายุเท่านั้น

สำหรับศาสนานั้นส่วนใหญ่คนเวียดนามจะนับถือศาสนาพุทธ 55% ค่ะ นอกนั้นก็จะเป็นคริสต์ 7% และศาสนาอื่น ๆ อีก 38%

สกุลเงิน หน่วยเงินของเวียดนามคือ ด่อง โดยทั่วไป 1 USD แลกได้ 15,000 ด่อง และ 400 ด่อง ต่อ 1 บาทไทยขึ้นลงในแต่ละวันน่ะนะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.gustotour.com/info_asia/vietnam/vietnam.html
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

เที่ยวเวียดนามใต้-โฮจิมินห์-มุยเน่-ดาลัท


จำได้ว่าการตัดสินใจไปเที่ยวทริปนี้ใช้เวลาสั้นแป๊บเดียวฮ่ะ..คือด้วยการแวะเวียนเข้าไปดูตารางทัวร์ของเว็ป ๆ นึงทางอินเตอร์เน็ตแล้วเห็นว่าเออ..น่าสนใจดีฟร่ะ เพราะเป็นทัวร์ที่ไม่เน้นช้อปปิ้งและค่อนข้างจะให้เวลาในการถ่ายรูปแต่ละที่ค่อนข้างมากกว่าทัวร์อื่น อิชั้นก็เลยตัดสินใจลองเคาะถามในกล่องข้อความของทางเว็ปดู..ว่าถ้าหากอิชั้นไปคนเดียวนี่..จะพอหาเพื่อนร่วมห้องให้อิชั้นได้มั้ยเค๊อะ..

"ทำไมถึงไปคนเดียว" หุหุ..หลาย ๆ คนก็คงมีคำถามนี้อยู่ในใจกันมั่งล่ะ เพราะการเที่ยวคนเดียวนั้น น่าจะเหงามากกว่าการมีเพื่อนเที่ยวอยู่ไม่หยอก แต่ด้วยความที่ปกติตัวเองก็ทำอะไรแบบคนเดียว ๆ มานานหลายปีละ และค่อนข้างจะเคยตัวกับการ "ไม่มีคนอยู่ข้าง ๆ" ให้คอยห่วงกังวล เอิ่ม..พูดให้ดูสวยงามไปงั้นแหนะนะคะ อุอุ..จริง ๆ แล้วเหตุผลมันน่าจะเริ่มจากการที่ติสท์แตกเป็นระยะ ๆ เลยไม่ค่อยได้คบหาใครตั้งแต่ต้นกระมัง พอนาน ๆ ไปก็เลยชักไม่ค่อยมีใครคบ (ฮา~~) เอาเป็นว่า..ก็ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวนั่นล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากตั้งใจไปเดินถ่ายรูป หวยก็มักจะมาออกตรงที่ใครก็ "อย่ามายุ่ง"เอาดื้อ ๆ

ทริปนี้จึงเริ่มต้นอย่างลวก ๆ ด้วยการจองทริป-จ่ายตังค์ และนั่งรอเวลาอย่างชิล ๆ เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลาเดินทางเอาหน้าด้าน ๆ ชนิดที่ไม่ค่อยจะได้เตรียมตัวอะไรด้วยซ้ำไปอ่ะนะ


หมายกำหนดการของทริปนี้ก็ง่าย ๆ ฮ่ะ คือทางทัวร์เค้าจะเริ่มตั้งแต่การออกเดินทางจากเมืองไทยด้วยสายการบิน เตอกิส แอร์ไลน์ ไปลงที่ โฮจิมินห์ จากนั้นก็เที่ยวในโฮจิมินห์ซะครึ่งวันแถว อุโมงค์กู๋จี ก่อนจะนั่งรถยิงยาวไปยัง จ.ฟานเถียธ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ทะเลทรายมุยเน่ เที่ยวทะเลทรายมุยเน่ซะครึ่งวัน แล้วก็ฺยิงยาวไปยังเมือง ดาลัท อยู่ดาลัทเต็มวันอีกวันนึง ค้างดาลัทสองคืน แล้วก็เดินทางย้อนกลับมาโฮจิมินห์ แต่ก่อนที่จะออกเดินทางไปด้วยกัน เรามาดูข้อมูลคร่าว ๆ ของเวียดนามใต้ด้วยกันสักเล็กน้อยเพื่อเป็นการปูพื้นกันสักนิดเนาะ

ประเทศเวียดนาม นั้น แบ่งการปกครองออกเป็นสองส่วนฮ่ะ นั่นก็คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ซึ่งเวียดนามใต้ที่เรากำลังจะไปเที่ยวกันนี้ เป็นรัฐที่เคยปกครองโดยคนต่างชาติที่เป็นประชาธิปไตยและต่อต้านคอมมิวนิสต์มาก่อน ตั้งแต่ปี พ.ศ 2498-2518 โดยได้ชื่อว่า สาธารณรัฐเวียดนามน่ะนะคะ

ตามประวัติศาสตร์แล้ว ในอดีต เวียดนามใต้เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในชื่อ โคชินไชน่า ค่ะ โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เวียดมินห์ซึ่งนำโดย โฮจิมินห์ ได้สถาปนารัฐคอมมิวนิสต์ขึ้นที่ฮานอย(เวียดนามเหนือ) และในปี พ.ศ. 2492 นักการเมืองที่ไม่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ได้ทำการก่อตั้งรัฐบาลขึ้นที่เมืองไซ่ง่อน ซึ่งนำโดย อดีตจักรพรรดิเบาได๋

ในปี 2498 เบาได๋ถูกปลดโดยนายกรัฐมนตรี โง ดินห์ เดียม และแต่งตั้งตนขึ้นเป็นประธานาธิบดี หลังจากเดียมตายจากการรัฐประหารในปี พ.ศ.2506 ก็ได้มีรัฐบาลทหารอายุสั้นหลายสมัยได้ปกครองเวียดนามใต้

ปี พ.ศ. 2510 พลโทเหงียน วัน เถี่ยวได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีและได้ปกครองเวียดนามใต้จนถึงปี พ.ศ. 2518

สงครามเวียดนามเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2502 โดยกองกำลังเวียดกงซึ่งได้รับสนับสนุนโดยเวียดนามเหนือ การรบถึงจุดตัดสินในปีพ.ศ. 2511 แม้จะมีสนธิสัญญาสันติภาพในปีพ.ศ. 2516 แต่การรบยังคงต่อเนื่องจนกระทั่ง กองทัพเวียดนามเหนือยึดกรุงไซ่ง่อนได้ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 น่ะนะคะ (เครดิต วิกิพีเดีย)

รู้ข้อมูลและประวัติศาสตร์โดยย่นย่อของเวียดนามแล้ว คราวหน้าเราจะมาดูข้อมูลสำคัญ ๆ ที่น่ารู้ของเวียดนามก่อนเดินทางไปท่องเที่ยวกันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ



อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
ภาพประกอบโดย Pacharawalai