แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวเวียดนามราคาถูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวเวียดนามราคาถูก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 5 (crazy house 2)


เมื่อตอนที่แล้วเราได้พาเที่ยวชม Crazy House แห่งเมือง ดาลัด กันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ หลาย ๆ คนคงอดทึ่งกับการออกแบบของตัวบ้านที่มีลักษณะไม่เหมือนบ้านธรรมดา ๆ หลังอื่น คือมีรูปแบบคล้ายบ้านต้นไม้ผสมกับรูปหน้าคน ซึ่งนับว่าเป็นการออกแบบที่คล้ายกับโขกออกมาจากเทพนิยายกันเลยทีเดียว ซึ่งก็แน่นอนฮ่ะ ภายนอกแปลกซะขนาดนี้ ภายในบ้านจะเหลือเร๊อะ !!


มาดูการออกแบบภายในห้องแต่ละห้องกันนะคะ


มันเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในเมืองแห่งเทพนิยาย หรือนิทานเด็กมากกว่านะเนี่ย รักเลย ๆ อุอุ ^0^/


ขอบอกว่าบางห้องของบ้านหลังนี้ยังมีการใช้งานอยู่จริงฮ่ะ ดังนั้นห้องไหนที่เป็นห้องส่วนตัว และไม่อนุญาตให้ผู้คนเข้าชม ก็จะมีการใส่กุญแจไว้ หรือมีประตูแบบครึ่งท่อนกั้นไว้ เราก็ทำได้เพียงแต่เมียง ๆ มอง ๆ เข้าไปภายในแบบตื่นตาตื่นใจเท่านั้น (อยากเข้าไปดูทุกห้องเลยอ่ะ...)


ปัจจุบันนี้มาดาม Hang Nga เจ้าของและผู้สร้างสรรค์ (ลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีโฮจิมินห์) เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ ด้วยวัย 72 ปี ดูเหมือนเธอยังมีความคิดดี ๆ ที่จะแตกยอดบ้านหลังนี้ไปได้อีกเรื่อย ๆ เพราะแม้ในวันที่อิชั้นไปเที่ยวชม ก็ยังเห็นคนงานกำลังต่อเติมบ้านกันอย่างขมักเขม้น


แหม๊ะ..มองมุมนี้.มันเหมือนหน้าคนจริง ๆ เลยโน๊ะ..


เดินเที่ยวชมกันจนหมดเวลาแล้วก็ต้องถึงเวลาไปกันต่อค่ะ แอบเสียดายเล็กน้อย น่าจะปล่อยอิชั้นไว้ที่นี่นาน ๆ Y^Y อยากอยู่ต่อสักครึ่งค่อนวันอ่ะ แต่เมื่อมีเวลาจำกัด ก็คงต้องจรลีไปที่อื่นกันอีกอ่ะเนอะ คราวหน้าเราจะไปเยี่ยมชมพระราชวังฤดูร้อนขององค์จักรพรรตเบาได๋กันนะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 3 (โบสถ์ดาลัด)


เช้าวันรุ่งขึ้นเราใช้สูตร 6-7-8 ฮ่ะ นั่นก็คือตื่นกัน 6 โมงเช้า กินข้าว 7 โมง แล้วก็ออกไปตะลอนเที่ยวกันตั้งแต่ 8 โมง

เช้านี้อากาศหนาวมากจริง ๆ ค่ะ..อ้า จริง ๆ แล้วคงต้องบอกว่า มันหนาวตั้งแต่อิ่ตอนมาถึงเมื่อวานแล้วล่ะนะ ไม่น่าเชื่อเลย ว่าอุณหภูมิมันจะพากันลดต่ำลงอีก เมื่อคืนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 14 องศา สาย ๆ วันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 17 องศา ลมหนาวกรรโชกแรงได้อีก มิน่าห้องพักในโรงแรมถึงไม่มีเครื่องปรับอากาศให้เห็น แหม่~ก็มันเย็นเหมือนเทวดาทำแอร์รั่วซะขนาดเน้ >0</

หลังกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เช้านี้เราจะไปเยี่ยมชม โบสถ์ดาลัด ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์นิกายโบแตสแตท์สีชมพูอมส้มกัน โบสถ์หลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ 1940 ค่ะ ตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง ดาลัด และกลายเป็นแลนด์มาร์คของเมืองไปเรียบร้อยแระ


แม้อากาศจะเย็นเจี๊ยบบบ..แต่แดดก็แรงมากถึงมากที่ซู้ดดด..T^T 


ทุกครั้งที่เดินทางท่องเที่ยว อดไม่ได้ที่จะหยิบน้องนิค เพื่อนคู่ใจที่คบกันมาหลายปีมาเก็บภาพฮ่ะ (Nikon D60) โชคดีเหลือเกินที่ทริปนี้หอบเอาเลนส์ไวด์ (sigma 10-20)มาเสริมทัพด้วย ไม่งั้นก็เห็นทีจะเก็บความน่ารักสวยงามของโบสถ์ดาลัดได้ไม่หมดอ่ะนะ


เข้าไปดูข้างในโบสถ์กันเนาะ


งานนี้อิชั้นวิ่งถ่ายรูปจนหอบแดร่กเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะทางทัวร์ให้เวลาน้อยหรอก แต่ยัยคนนี้งก อยากได้ภาพเยอะ ๆ แถมติดนิสัยเวลาไปเที่ยวไหนต่อไหนก็อดที่จะถ่ายรูปนู่นนี่นั่นโน่นแบบละเลียดมุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ล่ะ ถึงทำให้ไม่ค่อยอยากเดินทางไปไหน ๆ กับคนอื่น เพราะคงมีไม่กี่คนที่ทนให้อิชั้นวิ่งพล่านไปได้ทั่วโดยไม่สนใจเค้าทุกทริป ๆ


ใครอยากดูภาพใหญ่ ๆ คลิ๊กที่รูปได้เลยนะคะ


 เฮ้อ..อยากอยู่ีถ่ายรูปที่นี่สักครึ่งวัน ^^


ใช้เวลาที่ทางทัวร์ให้มาหมดแล้วค่ะ เดี๋ยวเราจะต้องไปเที่ยวชมสถานที่ต่อไปกันต่อ หันหลับกลับไปเก็บภาพชุมชน แม้ค้าแม่ขายหน้าทางเขาโบสถ์กันสักแชะเนาะ



เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 4 (crazy house1)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 2 (ถนนคนเดิน)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 1 (สถานีรถไฟดาลัด)

เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 2 (ถนนคนเดินเมืองดาลัด)


พอพูดถึงถนนคนเดิน บางคนก็นึกไปถึงเชียงใหม่ บ้างก็นึกปาย,พิษณุโลก หรือที่อื่น ๆ แล้วแต่จังหวัดไหนจะจัดสรรของบ้านเรา แต่จะบอกว่าที่ดาลัดก็มีถนนคนเดินกะเค้าเหมือนกันนะค้าาา..

เนื่องจากเราจะมีโอกาสนอนตีพุงอยู่ที่ดาลัดถึง 2 คืน ดังนั้นคืนแรกเมื่อเก็บของเข้าโรงแรมกับออกมาทานข้าวกันเรียบร้อยละ เราก็จะไปตะลุยราตรีของชาวดาลัดกันก่อน ถือเป็นการเซอเวย์ของฝากจากเมืองดาลัดดั้ว ว่ามีอะไรน่าซื้อกลับบ้านบ้าง

งานนี้อิชั้นพลาด ไม่ได้พกกล้องไปด้วยฮ่ะ ดังนั้นภาพที่ได้จากมือถือจึงค่อนข้างจะกากจนไม่สามารถนำเสนอได้..กระซิก ๆ T^T ต้นเหตุไม่ได้เป็นเพราะอิชั้นถ่ายห่วยนะคะ เป็นเพราะน้อง oppo แหละ ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเลย (ถ่ายไม่ดีโทษปี่โทษมือถือ ตะละล้าาา... :P) ดังนั้นจึงขออนุญาตนำภาพตัวอย่างถนนคนเดินของดาลัดมาจากผู้ที่เคยเดินทางไปมาลงให้เห็นหน้าตากันคร่าว ๆ เล็กน้อยละกันเนอะ


(เครดิตภาพจาก http://www.tourgangs.com/?p=1031)

ถนนคนเดินของเมืองดาลัดนี้ ปกติแล้วก็จะมีพ่อค้าแม่ขายมากางเสื่อปูพื้นขายของสารพัดประดามีกันในยามค่ำคืนฮ่ะ ดังนั้นจึงจัดว่าเป็น ไนท์มาเก็ต (Dalat at Night) แห่งนึงที่ดึงดูดผู้คนมาจากทั่วสารทิศ ตลาดกลางคืนแห่งนี้จะเปิดขายทุกคืนและจะคึกคักเป็นอย่างยิ่งในช่วงเทศกาล มีทั้งสินค้ามือหนึ่ง,สินค้ามือสอง หลากหลายประเภท อีกทั้งยังมีของฝาก,งานหัตถกรรม(ประเภทงานถักไหมพรมเครื่องกันหนาวต่าง ๆ) ของกิน,ของใช้มากมายให้เลือกเดินเลือกซื้อกันอีกด้วย

หะแรกที่ไปถึงตลาดกลางคืนของเมืองดาลัด อิชั้นก็ถามไกด์ก่อนเลย ว่าที่นี่มีอะไรน่าซื้อบ้าง

"กาแฟสิคะพี่ เห็นเค้านิยมซื้อเป็นของฝากกันน่ะ"

เอิ่ม..ก็จริงนะ ก่อนที่อิชั้นจะมาที่นี่ ก็ได้ลองหาข้อมูลมาคร่าว ๆ ละ ว่ามีอะไรน่าซื้อมั่ง สรุปก็คือเนื่องจากเมืองดาลัดเป็นเมืองหนาว และมีสภาพอากาศที่เหมาะสำหรับการปลูกเมล็ดกาแฟเป็นอย่างยิ่ง (มีใครรู้มั่งว่า ประเทศเวียดนามเป็นประเทศผู้ส่งออกกาแฟเป็นอันดับสองของโลก รองจากบลาซิล..ไม่มีใครรู้งั้นเร๊อะ ไม่เป็นไร..เพราะอิชั้นก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ตึ่งโป๊ะ !!) ดังนั้นของฝากจากเมืองดาลัดที่ควรจะซื้อหามากที่สุด ณ.บัดนี้ ก็คงมาลงเอยกันที่กาแฟนี่แหละ

แต่จะเป็นกาแฟยี่ห้อไหนล่ะ ดาลัดมีกาแฟยี่ห้อต่าง ๆ ให้เลือกซื้อกันสารพัดยี่ห้อเลย ถ้าจะเลือกตามความนิยมที่ได้รับการตกทอดกันมาจากปากต่อปาก ก็เห็นจะเป็นอิ่กาแฟยี่ห้อ จี-เซเว่น นี่แหละฮ่ะ (G7) ทำไมถึงไม่เป็นยี่ห้ออื่นก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยกิน แต่เมื่อเค้าบอกว่าอร่อย ก็อร่อยไปตามเค้าก็ละกัน

กาแฟ G7 นี้ จริง ๆ แล้วน้องไกด์บอกว่าคืนนี้ให้คนที่อยากซื้อหาเป็นของฝากลองสอบถามราคาเอาไว้ก่อนก็ได้ฮ่ะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาสอย แต่ก็ควรจะซื้อที่นี่มากกว่าไปซื้อที่โฮจิมินห์ เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิต ไอ้ข้างอิชั้นก็ว่าง่ายเนาะ...น้ิองไกด์บอกให้สอบถามราคาเท่านั้น ก็แผล่นไปซื้อเลย 5555+ แหม่~~เสียเวลาอ่ะ ไหน ๆ ก็มาละ ก็ซื้อ ๆ ซะให้มันเสร็จ ๆ ไป ขาช้อปมือโปรทั้งหลายไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะคะ

กาแฟจีฉ่อย..เอ๊ย..G7 นี้มีให้เลือกสองรูปแบบฮ่ะ นั่นก็คือแบบ 3 in1 เติมน้ำร้อนแล้วดื่มได้เลย กับอีกแบบนึงที่เป็นเม็ดกาแฟคั่วที่บดไว้แล้ว เวลาจะกินต้องมีกระบวนการเอาไปใส่ในถ้วยกรองแล้วผสมนม+น้ำตาลตามใจชอบเอง (หรือถ้าใครฮักกาแฟดำ ก็กินมันดื้อ ๆ งั้นแหละ)

มาดูหน้าตาของกาแฟทั้งสองแบบกันนะคะ


ด้านบนเป็นแบบ ทรีอินวัน สนนราคากล่องละ 50,000 ด่อง หรือประมาณ 75 บาท ส่วนด้านล่างไฮโซขึ้นมานี๊ดด..เป็นแบบกาแฟสดคั่วบดแล้วฮ่ะ สนนราคากล่องละ 95,000 ด่อง บวกกะอิ่เครื่องกรองขนาดกลางชุดละ 22,000 ด่อง สิริรวมแล้วมื้อนั้น อิชั้นจ่ายค่าของฝากไปเหยียบครึ่งล้าน !!! :P



ซื้อของฝากกันจนกระเป๋าเบาโหวงสมใจแระ พรุ่งนี้เรามาเที่ยวดาลัดกันต่อเต็ม ๆ วันกันนะคะ

เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 1 (สถานีรถไฟดาลัด)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 3 (โบสถ์ดาลัด)
เที่ยวเมืองดาลัด ตอนที่ 4 (crazy house1)

เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวทะเลทรายมุยเน่ ตอนที่ 3 (ทะเลทรายแดง)


เมื่ีอตอนที่แล้วของทริปถูกใจ เราพาเพื่อน ๆ ทุกท่านไปเที่ยวชมความสวยงามของ ทะเลทรายขาว แห่ง มุยเน่ กันมาแล้วนะคะ วันนี้เราจะกระัเถิบออกจากทะเลทรายขาวออกไปอีกนิ๊ดด..นึง ด้วยการแวะไปเที่ยวชมทะเลทรายแดงกันค่ะ

จริง ๆ แล้วระยะทางระหว่างทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงแห่งมุยเน่นี้อยู่ไม่ไกลกันเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวทั้งสองแห่งนี้ สามารถจัดเวลาเพียงครึ่งวันก็สามารถเที่ยวได้ครบทั้งสองส่วนได้ แต่เนื่องจากทะเลทรายแดงนั้น เป็นส่วนที่ติดถนนมากกว่า คือมีถนนเลียบตัวทะเลทรายไปเลยว่างั้นเหอะ ก็เลยออกจะมีคนพลุกพล่านกว่า แถมอิ่ตอนเรากลับจากทะเลทรายขาว (ที่ไปเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า) ก็สายโด่งแระ พอรถมาหย่อนพวกเราไว้ที่ทะเลทรายแดง ผืนทรายที่นั่นก็เลยอุดมไปด้วยผู้คนแล้วซะงั้น


ถามว่าจริง ๆ แล้วการไปเที่ยวชมทะเลทรายทั้งสองแห่งนี้ควรไปเวลาไหนดีกว่ากัน จริง ๆ แล้วหากไม่ได้ไปกันเอง ก็คงแล้วแต่กรุ้ปทัวร์ที่จะพาไปมั๊งคะ (แล้วแต่ความกรุณาของคุณพี่ แหะ ๆ..) แต่หากไปเองหรือเลือกเวลาเองได้ ก็ควรที่จะไปเยี่ยมชมความสวยงามตื่นตาตื่นใจของทะเลทรายขาวก่อนตั้งแต่ช่วงเช้าฮ่ะ และควรจะไปตั้งแต่เช้ามืดด้วย เพื่อที่เราจะไม่ต้องผจญกับแดดสายที่ค่อนข้างจะร้อนแรงมากนัก แถมยังจะเก็บความสวยงามของแสงแรกที่ทาบลงมาบนผืนทรายได้อย่างเต็มที่ด้วย

ส่วนคนที่อยากจะไปเก็บความงามของทะเลทรายทั้งขาวและแดงช่วงเย็นก็ไม่ต้องเสียใจฮ่ะ มันก็ยังคงสวยงามอยู่ดี เพียงแต่ระยะเวลาช่วงเย็น พระอาทิตย์จะตกเร็วมาก ดังนั้นหากไปช่วงเย็น เราจะมีเวลาเก็บภาพหรือแสงสวย ๆ ได้น้อยกว่าช่วงเช้า ก็คงต้องเลือกเอาสักเวลาล่ะเน้อ..

เรามาดูภาพของทะเลทรายแดงกันนะคะ

เนินทรายสีแดงเช็ด..สุดลูกหูลูกตา


กิจกรรมอย่างนึงที่ไกด์ทัวร์แนะนำและคิดว่าทัวร์เกือบทุกเจ้าพยายามพรีเซ้นท์เป็นจุดขายกันทั้งที่ทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงก็เห็นจะเป็นนี่ฮ่ะ....การเล่นสไลด์เดอร์ลงมาจากเนินทราย ซึ่งหากเราสไลด์มาจากเนินทรายชัน ๆ สูง ๆ มันก็ตื่นเต้วววดีหรอก แต่เท่าที่ประมาณด้วยสายตาจากผู้ที่สไลด์มาจากเนินทรายเตี้ย ๆ ที่นี่..มันแป้กอ่ะ..


สนนราคาค่าใช้บริการแผ่นสไลด์ ซึ่งหน้าตาละม้ายคล้ายแผ่นพลาสติกลื่น ๆ บาง ๆ ของบ้านเราอยู่ที่ 20 บาทไทยโดยประมาณฮ่ะ ซึ่งไอ้เจ้า 20 บาทนี้ไม่แน่ใจว่าต่อเที่ยวหรือต่อกี่เที่ยวก็ได้นะ คงต้องสอบถามต่อรองกันให้ดี ไม่งั้นก็อาจกลายเป็นหมูสยามให้พี่เวียดเชือดกันได้ง่าย ๆ (บางเจ้าก็ให้กี่เที่ยวก็ได้ฮ่ะ แต่จะขอแถมเป็นทิปแทน)


มุยเน่นั้น ถือว่าเป็นส่วนที่ยื่่นที่สุดของเวียดนามฮ่ะ คำว่ามุยเน่ แปลว่าจมูก หมายถึง เป็นแผ่นดินที่ยื่นออกไปสู่ท้องทะเลมากที่สุดนั่นเอง แอบนึกว่าถ้าเรามาเช้ากว่านี้ล่ะ ความสวยงามของทะเลทรายแดงจะมีมากกว่านี้มั้ย มันก็ต้องมากกว่าอยู่แล้วเนอะ แต่ในเมื่อเวลามันบังคับ มาดูสีสันวันพักผ่อนและคลื่นคนบนทะเลทรายแดงก็ยังดี

ความน่าสนใจของทะเลทรายแดงหมดไปแระ หันมาส่องแม่ค้าแม่ขายชาวเวียดที่นี่แทนละกันเนอะ


ออกจากที่นี่ เดี๋ยวกลับไปทานข้าวเช้าที่โรงแรมแล้ว เราจะออกเดินทางไปเมืองดาลัตในช่วงบ่ายกันนะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวทะเลทรายมุยเน่ ตอนที่ 2 (ทะเลทรายขาว)


เมืองฟานเถียต ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลทรายมุยเน่นั้น เป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งรีสอร์ท" (the resort capital) ค่ะ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีชายฝั่งติดทะเล ปัจจุบันเมืองฟานเถียตจึงได้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวเวียดนามเองและชาวต่างชาติมาเที่ยวชมกันอย่างหนาตา และนอกจากจะเป็นเมืองที่ติดชายทะเลที่มีชื่อเสียงแล้วแล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง ทะเลทรายมุยเน่ เป็นจุดดึงดูดความน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งด้วย

ว่ากันว่าแต่เดิมนั้น มุยเน่ เป็นแค่เพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แห่งนึง ซึ่งแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากความแห้งแล้งฮ่ะ จนเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนโน้นได้มีการค้นพบทะเลทรายแดง ทำให้หมู่บ้านนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น รัฐบาลเวียดนามจึงได้ทำการตัดถนนเพื่อมุ่งตรงสู่ทะเลทรายทั้งสองแห่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้การเดินทางไปเที่ยวชมทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุที่ทริปนี้เป็นทริปที่ไม่เน้นการช้อปปิ้งสักเท่าไหร่ฮ่ะ (ยกเว้นวันสุดท้ายที่ตลาดเบนถัน 555+) ดังนั้น จุดหมายหลักของพวกเราก็เหลือเพียงแค่สองอย่างคือ กินกับถ่ายรูป (แหะ ๆ) ซึ่งแน่นอนว่าหากต้องการถ่ายรูป ทะเลทรายมุยเน่ให้ได้ภาพสวย ๆ เหมือนอย่างกับที่มือโปร ๆ ทั้งหลายแหล่เค้าถ่ายมาฝากกัน(แม้ว่ารูปที่ได้จะต่างกันลิบโลก) เราก็ต้อง(แห-ก)ขี้ตาตื่นกันแต่เช้า (แอร๊ยย...) ดังนั้นวันรุ่งขึ้นพวกเราก็เลยถูกปลุกให้ตื่นกันขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่ตี 4 o_O"

เราใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมภายในเมืองฟานเถียตเพื่อไปยังมุยเน่แค่ประมาณ ชม.เดียวก็ถึงที่หมายกันซะละ เช้านี้เราจะมารอพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลทรายขาวกันก่อนนะคะ


ทะเลทรายขาว หรือ White Sand-Dunes นั้นเป็นทะเลทรายที่มีภูมิประเทศค่อนข้างแปลกตาค่ะ คือในขณะที่พื้นที่โดยรอบที่มองไปจนไกลสุดลูกหูลูกตาก็คือเนินทรายสีขาวเนื้อละเอียด ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ แต่ใกล้ ๆ กันนั้นกลับมีบึงบัวน้ำจืด ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งโอเอซิสขนาดใหญ่อยู่ด้วย คือจะแห้งแล้งก็ไม่ถึงกับแห้งแล้งซะทีเดียว เล่นเอาอิชั้นงงไปเลย..(ตกลงพี่มีทิวทัศน์เป็นแบบรวมมิตรชิมิเค๊อะ) 

เรามาดูภาพ(ที่คิดว่าสวย..ฮา~~) จากทะเลทรายผืนนี้กันนะคะ

กว่าจะเดินทางไปถึง แดดก็จุดปลายฟ้าแล้ว ^0^/


แสงสีเหลืองของพระอาทิตย์ ทำเอาทะเลทรายสีขาวนวลถูกฉาบให้กลายเป็นสีแดงฉาน จนอิชั้นนึกว่ามาผิดที่ผิดทาง..


เวิ้งว้าง แต่ไม่ว่างเปล่าซะทีเดียวนะคะ


สาย ๆ ทรายก็เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลสมชื่อ


อ่า..มันคือ White Sand-Dunes จริง ๆ ด้วยวุ้ย


จะเดินกลับละ มาดูหน้าตาของบึงบัวที่ว่ากันสักนิด


ดื่มด่ำชื่นชมกับแสงและทรายกันจนพอใจแล้ว เดี๋ยวเราจะย้ายกันไปเยี่ยมชมทะเลทรายแดงกันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

เที่ยวทะเลทรายมุยเน่ ตอนที่ 1


ทะเลทรายมุยเน่ ( Muine ) นั้น ตั้งอยู่ใน จ.ฟานเถียต ประเทศเวียดนามค่ะ

หะแรกที่มีคนบอกอิชั้นว่า เวียดนามก็มีทะเลทรายนะ อิชั้นก็เหวอไปเหมือนกันอ่ะ เพราะไม่คิดว่าแค่ประเทศเพื่อนบ้านของเราแค่นี้ ก็มีทะเลทรายให้ดูโดยไม่ต้องตะกายไปถึงตะวันออกใกล้ตะวันออกไกลได้ ว่าแต่ทะเลทรายมุยเน่ที่ว่านี้มันหน้าตาเป็นยังไงหรือ ??

 จริง ๆ แล้ว“ทะเลทรายมุยเน่” มีอีกชื่อนึงที่รู้จักกัน “ทะเลทราย 2 สี” ฮ่ะ ที่ได้รับการขนานนามแบบนั้น เพราะไอ้เจ้าทะเลทรายที่นี่เค้าแบ่งทรายออกได้เป็นสองผืน และทะเลทรายทั้งสองผืนนั้นก็มีสีของทรายต่างกัน นั่นก็คือ  ทะเลทรายแห่งหนึ่งมีทรายที่ออกสีแดง ๆ ก็เรียกกันว่า“ทะเลทรายแดง” (Red Sand-Dunes) ส่วนทะเลทรายอีกแห่งนึง สีของทรายออกเป็นสีขาวนวล ๆ เค้าก็เรียกกันว่า “ทะเลทรายขาว” (White Sand-Dunes)



เราออกเดินทางสู่ จ.ฟานเถียตหลังจากเยี่ยมชม อุโมงค์กูจี จบในภาคเช้าฮ่ะ แน่นอนว่ากว่าจะไปถึง ฟานเธียตก็ปาเข้าไปมืดค่ำตามเคย สิริรวมแล้วหมู่เฮาชาวคณะต้องนั่งรถตรูดบานกันมาถึงเกือบ 7 ชม.เลยทีเดียว !!

หลาย ๆ คนพอนึกถึงจำนวนชั่วโมงที่อิชั้นนั่งรถปุเลง ๆ มาแล้วก็คงจะนึกว่า โห..ไอ้เจ้าทะเลทรายมุยเน่นี่ มันไกลจากโฮจิมินห์มากถึงขนาดนั้นเลยหรือ(ฟระ) จิ่บอกว่าไอ้เจ้า 7 ชั่วโมงที่เสียไปเนี่ย ใช้กับการเดินทางเพียงแค่ 200 กว่ากิโลเท่านั้นเองนะค้า..T^T แล้วไอ้ที่ต้องใช้เวลาเดินทางช้าเป็นทากเดินกันยังงั้น ก็เพราะกฎหมายจราจรของพี่เวียดเค้าบังคับให้รถยนต์วิ่งกันได้ในสนนความเร็วแค่ 40-60 กม./ชม.เท่านั้นเองอ่ะ (ฮ่วย)..โดยที่หากคุณขับอยู่ในเมือง คุณก็ต้องบังคับความเร็วให้ไต่อยู่ที่ 40  พอออกนอกเมืองมาถึงขับได้แค่ไม่เกิน 60 นั่ง ๆ รถมา พี่มอเตอร์ไซค์ก็แซงซ้ายแซงขวากันไปหลุย ๆ ..เอิ่ม..พี่คะ ไอ้เจ้า 200 กว่ากิโลนี่บ้านหนูขับกันแค่ชั่วโมงก่า ๆ เท่านั้นเองนะ นี่พี่เล่นตีดวดมาตั้ง 7 ชั่วโมง พวกหนูไม่งอมพะรามแย่เร๊อะ....ซึ่งก็จริงฮ่ะ กว่าจะถึงที่หมายได้ พวกเราก็หน้าเขียวหน้าเหลืองไปตาม ๆ กันละ >0</

พอมาถึง จ.ฟานเถียตได้ น้องซินกับน้องตี้ไกด์ผู้น่ารักของเราก็พาไปหาอะไรใส่พุงกันก่อนค่ะ  เพราะขืนช้ากว่าเน้ อาจโดนลูกทัวร์ขบหัวเอาได้ กินข้าวกินปลากันเสร็จแล้วนั่นล่ะ ถึงจะพาเข้าที่พัก สรุปกันง่าย ๆ ก็คือภาคบ่ายวันนี้ เราใช้เวลากันไปกับการเดินทางซะเต็มร้อยปุเซ็ง..ก่อนที่แต่ละคนจะรีบนอนรีบชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อให้สามารถลืมตาตื่นกันในวันพรุ่งนี้ตอนตี 4 ได้น่ะนะคะ




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai