แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฮจิมินห์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฮจิมินห์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office)


ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office) นั้นถือเป็นไปรษีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามฮ่ะ โดยตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ใกล้กับโบสถ์นอร์ทเธอดามที่เราเพิ่งจะพาไปเที่ยวชมเมื่อตอนที่แล้วนี่เอง เรียกว่าเีพียงแค่เดินข้ามถนนขนาด 2 เลนเล็ก ๆ แบบบ้านเราก็ถึงละ และขอบอกว่าถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเพียงแค่ที่ทำการไปรษณีย์ แต่ก็เป็นที่ทำการไปรษณีย์ที่ไม่ธรรมดาเลยน่ะนะคะ


ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ นั้น เป็นศิลปะแบบโกธิคที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 และสำเร็จเสร็จสิ้นลงในปี พ.ศ. 2444 ผู้ออกแบบไปรษณีย์แห่งนี้คือ Gustave Eiffel สถาปนิกระดับโลก


ที่นี่จัดว่าเป็นอาคารสไตล์ฝรั่งเศสที่มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง ตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี ด้านหน้ามีนาฬิกาเรือนโตประดับอยู่ มีเส้นสายลวดลายและศิลปะปูนปั้นสไตล์ฝรั่งเศสที่สวยงาม ว่ากันว่าความสวยงามของตัวอาคารทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคารแห่งนี้ทีเดียวนะคะ


เสียดายที่เวลามีน้อย ก็เลยไม่ได้วิ่งเข้าไปถ่ายภาพในอาคารมาให้ชมกัน แต่จากข้อมูลหลาย ๆ แห่งเค้าบอกมาว่า ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ ทั้งยังมีการบริการทั้งการส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐานที่เปิดให้บริการต่อเนื่องกันมาจนถึงเดี๋ยวนี้อีกด้วย

ในตอนหน้าถึงตอนอำลาเวียดนามใต้กันแล้ว แล้วกลับมาพบกับบทส่งท้ายของทริปท่องเที่ยวเวียดนามใต้ โฮจิมินห์-มุยเน่-ดาลัด ได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai



วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

โบสถ์นอร์ทเธอดาม โฮจิมินห์ซิตี้


แม้ว่าเราจะทำเวลาได้ดีที่ ตลาดเบนถัน แต่ก็ยังคงเหลือเวลาเพียงน้อยนิดที่จะตบท้ายทริปนี้ด้วยการแวะไปชมความงามของสถานที่สำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเวียดนามทั้งสองแห่งน่ะนะคะ นั่นก็คือ โบสถ์นอร์ทเธอดาม และ ที่ทำการไปรษณีย์เก่าแก่สไตล์ฝรั่งเศสแห่งโฮจิมินห์

อิชั้นเองค่อนข้างจะผิดหวังในใจเล็กน้อย เพราะหวังเอาไว้เยอะ ว่าจะได้มาถ่ายรูปโบสถ์สีส้มสวย ๆ ที่ตัดกันเชี้ยบช้าบกับสีฟ้าสดใส แต่สถานการณ์ที่พบเข้าจริง ๆ ก็คือมันเป็นเวลาเย็นย่ำสนธยา แถมฟ้ายังอึมครึมไปด้วยเมฆฝนอีกด้วย


นี่ล่ะมั๊งที่เคยได้ยินว่า อย่าไปเอาแน่เอานอนกับอากาศของเวียดนามเลย บางวันอากาศก็อาจร้อนตับแล่บ แต่วันดีคืนดี พี่ีท่านก็โปรยฝนลงมาให้วิ่งหนีเล่นกันซะงั้น

โบสถ์นอร์ทเธอดามที่เราจะแวะชมกันนั้น สร้างขึ้นในปี พ.ศ 2420 ค่ะ (ใช้เวลาสร้าง 6 ปี) ไกด์ท้องถิ่นคุยให้ฟังเล็กน้อยว่า อิฐทุกก้อนที่นี่เป็นอิฐที่ขนมาจากฝรั่งเศสและเป็นอิฐเก่าทุกก้อนเลยทีเดียว ที่นี่เป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ในเวียดนามในยุคอาณานิคม และปัจจุบันก็ขึ้นชื่อในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโฮจิมินห์ต้องมาแวะชม


โบสถ์นอร์ทเธอดามตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองเลยค่ะ มีถนนตัดผ่านตัวโบสถ์ทั้ง 3 ด้าน จึงมีทั้งรถยนต์และกองทัพแมงกะไซค์วิ่งกันวุ่นวายไปหมด (อยู่บนถนน Han Thuyen) ดีนะที่อิชั้นติดเลนส์ไวด์ของซิกม่า 10-20 มม.ไปด้วย ไม่งั้นนอกจากจะเก็บภาพตัวตึกได้ไม่หมดแล้วคงจะโดนรถชนตายอยู่กลางถนนเพราะอุตริวิ่งหามุมเหมาะ ๆ ในการเก็บภาพโบสถ์นั่นล่ะ T^T


จุดเด่นของโบสถ์หลังนี้ก็คือการไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2


สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม บริเวณส่วนหน้าของโบสถ์จะมีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนที่มีความสูงถึง 40 เมตรและมีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารีตั้งอยู่ที่สวนด้านหน้า ซึ่งก็ถือกันว่าโบสถ์แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของโฮจิมินห์และการมาถึงการของชาวตะวันตกด้วยน่ะนะคะ



วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

ตลาดเบนถัน โฮจิมินห์ซิตี้


ตลาดเบนถัน ใน โฮจิมินห์ซิตี้ นั้น ถือว่าเป็นอีก แหล่งช้อปปิ้ง ที่มีนักท่องเที่ยวมาหาซื้อของฝากจากเวียดนามกันอย่างหนาตาเลยทีเดียวฮ่ะ

อาจจะเป็นเพราะ ตลาดเบนถัน นั้นเป็นศูนย์รวมของสินค้าหลาย ๆ ประเภท ไม่ว่าจะป็นของกิน ของใช้ เครื่องแต่งตัว กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า หรือแม้แต่สินค้าเลื่องชื่อของเวียดนามจำพวกกาแฟ,ชา ที่เราพบเห็นและรู้มาว่ามีแหล่งผลิตชั้นยอดอยู่ในดาลัด ก็มาโผล่พรอมแพมแทรกอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของตลาดเค้าด้วย



การช้อปปิ้งของฝากจากตลาด เวียดนาม นี่มีเคล็ดลับนิดหน่อยฮ่ะ น้องตี้ไกด์ท้องถิ่นของเราแนะนำว่า หากร้านไหนที่ติดป้ายว่าเป็น fix rate นั่นก็คือเป็นสินค้าที่ได้รับการตั้งราคามาจากทางการแระ ไม่สามารถลดได้ ซึ่งก็อย่าไปต่อเค้าเลยเสียเวลาเปล่า เพราะโอกาสที่จะได้ลดราคามีน้อยมาก ๆ ส่วนร้านรวงทั่วไปภายในตลาดเบนถัน (ซึ่งมีการแบ่งเป็นล็อก ๆ หรือเป็นคูหาอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน อารมณ์ประมาณตลาดนัดสวนจตุจักรบ้างเรา แต่เล็กและมีสินค้าให้เลือกน้อยกว่า) สามารถต่อราคาได้อ่ะ ถามว่าต่อได้ราวกี่เปอเซ็นต์ ไกด์บอกว่า ต่อไปเลยสัก 30% เช่นบอกราคามา 100 นึง ก็ต่อเหลือ 70 แต่ถ้าใครใจถึงก็ต่อไปเลยฮ่ะ 40% 555+ ถ้าแม่ค้าเล่นตัวก็เดินออก อย่าต่อแบบเกรงใจ เพราะถ้าไม่พอใจในราคาที่ต่อไปแล้วแม่ค้าให้ เราก็ต้องซื้อล่ะ อิชั้นเห็นมาแล้ว พวกที่ต่อราคาแล้วไม่ซื้อ เวลาจะออกจากร้าน แม่ค้าที่ตลาดนี่ทั้งลากทั้งฉุดเอาไว้ไม่ให้ไป แอบน่ากลัวอ่ะ >0</


ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยได้ซื้ออะไรที่ตลาดนี้มากนักอ่ะ เนื่องจากลองประเมินด้วยสายตาแล้ว ของที่นี่ก็คล้าย ๆ ของบ้านเรา มีสินค้าปน ๆ กันไปทั้งของจริงของปลอม แถมราคาก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ที่สำคัญหากพิจารณาคุณภาพงานของที่นี่ ดูเหมือนจะต่ำหรือด้อยกว่าของบ้านเราอีก แต่ก็นะ..มาถึงที่นี่ละ ก็อดที่จะช้อปปี้งละลายเงินล้าน (ด่อง) ออกไปจากกระเป๋าไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้กระเป๋าผ้าแบบหิ้ว ๆ มา 3 ใบ ในราคาใบละ 80 บาท (เอาไปฝากน้องสาว) แล้วก็พวกกระเป๋าหูรูดใบเล็ก ๆ น่ารัก ๆ มาอีก 10 ใบ เอาไว้แจกน้องกับเพื่อนในราคาตกใบละ 30 กว่าบาท ในขณะที่พี่และเพื่อนร่วมคณะ ได้กระเป๋าล้อลากลายการ์ตูนวอล์สดิสนี่ใบเบ้อเริ่มมาหนึ่งใบ ในราคาต่ำกว่า 1000 บาท และได้พวกของกินไปฝากคนทางบ้านกันอีกคนละหน่อย


อ้อ..ที่นี่เค้ารับทั้งเงินไทยเงินเวียดฯ นะคะ แต่แนะนำว่าควรจะถามราคาทั้งสองเรทเปรียบเทียบกันเสียก่อน เผื่อโดนต้มหมูอ่ะ การช้อปปิ้งนี่มันเหนื่อยจริง ๆ ให้ดิ้นตาย T^T...

ใกล้ ๆ ตลาดเบนถันมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่เวียดนามเรียกว่า เฝอ อยู่ร้านนึงค่ะ ร้านนี้ชื่อว่าร้าน เฝอ 2000 ที่ร้านนี้ดังขึ้นมาได้ก็เพราะ อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน แวะมากินอ่ะ แต่ก็นะ อิชั้นไม่ได้แวะชิมหรอก เพราะเวลามันก็กระชั้นชิดพอควรแระ แถมไ้อ้เจ้าเฝอ หรือเผออะไรนี่ ก็ไม่ได้ถูกปากสักเท่าไหร่ สู้ก๋วยเตี๋ยวปากซอยบ้านเราก็ไม่ได้ (เชอะ)

เราใช้เวลาอยู่ที่ตลาดเบนถันแค่สองชั่วโมงค่ะ เนื่องจากก่อนจะไปสนามบิน เรายังต้องแวะไปตอกบัตรอีกสองที่ นั่นก็คือ โบถส์ กับไปรษณีย์เก่าแก่ของโฮจิมินห์ ในตอนหน้าเรามาเดินเที่ยวชมสองแห่งสุดท้ายในเมืองโฮจิมินห์กันนะคะ



เรื่องโดย Pacharawalai
ภาพประกอบจาก พันทิบ.คอม


วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

เที่ยวอุโมงค์กูจี ตอนที่ 2

อุโมงค์กูจี หรือที่ใครหลาย ๆ คนเรียกว่าเป็นเมืองใต้พิภพนั้น ตั้งอยู่ที่ อำเภอกูจี ซึ่งอยู่ห่างจาก โฮจิมินห์ซิตี้ ไปราว ๆ 40 กิโลเมตรค่ะ

อุโมงค์กูจีนั้น มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของ เวียดนาม เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ทหารชาวเวียดกงใช้เป็นฐานบัญชาการรบ โรงพยาบาล และหมู่บ้านใต้ดินเพื่อใช้ต่อสู้กับกองกำลังทหารเวียดนามใต้และอเมริกา ซึ่งโครงข่ายใต้ดินแห่งนี้มีความยาวถึง 200 กิโลเมตรเลยทีเดียว และจัดเป็นสมรภูมิรบที่น่ากลัวที่สุดอีกแห่งหนึ่งของสงครามเวียดนาม เพราะโดนทั้งสารเคมีและสารพิษต่างๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ฉีดพ่นลงไปในอุโมงค์ โดยเฉพาะฝนเหลืองที่ทหารอเมริกันนำมาโปรยเพื่อกำจัดต้นไม้เพื่อจะได้เห็นตัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย จนทำให้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้กลายเป็นพื้นที่เตียนโล่ง และเป็นสาเหตุให้ทหารเวียดกงต้องลงไปบัญชาการในอุโมงค์ใต้ดินอย่างที่ปรากฎหลักฐานอยู่นั่นเองน่ะนะคะ

ปัจจุบันสมรภูมิเลือดแห่งนี้ได้เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับบุคคลทั่วไปค่ะ โดยนักท่องเที่ยวจะสามารถมุดลงไปจนถึงชั้นสามของอุโมงค์ แต่เส้นทางภายในอุโมงค์ก็มืดและคดเคี้ยวมาก แม้ว่าจะมีการปรับปรุงให้สว่างขึ้น แต่ถ้าใครคิดจะลงไปเยี่ยมชมก็ควรจะพกไฟฉายติดตัวไปด้วยล่ะ ส่วนบริเวณโดยรอบของอุโมงค์แห่งนี้ ยังคงเหลือซากแห่งสงคราม อาทิ รถถัง เครื่องบิน วัตถุระเบิด และหลุมระเบิดขนาดใหญ่ไว้เป็นอุทาหรณ์แห่งความรุนแรงของสงครามที่ทำให้มนุษย์ต้องรบราฆ่าฟันกันเองน่ะนะคะ


ปากทางลงไปยังอุโมงค์


ภายในอุโมงค์มืดมากฮ่ะ ความสูงของตัวอุโมงค์เมื่อลงไปแล้วน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1.20 และกว้างราว ๆ 2 ฟุตเท่านั้น ขนาดอิชั้นเป็นคนตัวเล็กยังต้องก้ม ๆ งม ๆ ไต่เดี๊ยะ ๆ ไปแทบแย่ นี่ขนาดทางการเวียดนามเค้าอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวด้วยการขุดโพรงให้กว้างขึ้นแล้วนะเนี่ย เง้อออ..


ที่สำคัญคือนอกจากมันจะมืดแล้ว มันยังมีทางเชื่อมคดเคี้ยวกันไปมาไม่รู้กี่ทางต่อกี่ทางอีกด้วย อิชั้นนึกสงสัยฮ่ะ ว่าผู้คนและทหารที่หลบซ่อนในอุโมงค์สมัยนั้นเค้าใช้ชีวิตกันยังไงหนอ แล้วเวลาเข้าไปอยู่ในอุโมงค์มืด ๆ เค้าไต่ไปไหนต่อไหนได้ถูกได้ยังไง ดีนะเนี่ยที่ตอนไต่ลงไปมันเป็นแค่ทางสั้น ๆ ให้ทดลองเท่านั้น แถมยังมีทหารเวียดนามนายนึงนั่งจ๋องคอยดักไม่ให้เราไปผิดทางตอนใกล้ ๆ จะถึงทางขึ้นอุโมงค์ด้วย ไม่งั้นงานนี้อิชั้นว่าต้องมีคนหลงแน่ ๆ >0</ (ว่ากันว่าช่วงสงครามเวียดนาม มีผู้คนและทหารชาวเวียดที่หลบซ่อนและอาศัยอยู่ในอุโมงค์แห่งนี้ถึง 8 หมื่นคนเลยทีเดียว)

นอกจากเรื่องของความคับแคบและความมืดของอุโมงค์แล้ว ก็ยังมีเรื่องของการระบายอากาศอีกฮ่ะ น้องตี้ไกด์ท้องถิ่นรูปหล่อได้ให้ข้อมูลว่า แม้ว่าจะมีการขุดอุโมงค์ให้ลึกลงไป แต่ก็ยังมีการระบายอากาศภายในอุโมงค์ได้ดีพอสมควร ด้วยการขุดรูและกลบเกลื่อนให้มีลักษณะคล้ายจอมปลวกแบบนี้


เนียนเลยเนอะ มิน่าข้่าศึกถึงหากันไม่เจออ่ะ ในตอนหน้าเรามาเที่ยวอุโมงค์กูจีกันต่อนะคะ

เที่ยวอุโมงค์กูจี ตอนที่ 1


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai




ล่องเรือชมแม่น้ำไซ่ง่อน

ไม่รู้ว่าจั่วหัวเรื่องไว้แบบนี้ จะมีคนพยายามเข้ามาดู "ความงาม" ของทิวทัุศน์สองฝั่งของแม่น้ำไซ่ง่อนกันรึเปล่าอ่ะนะคะ แต่อิชั้นจะขอบอกว่า ทุกนาทีที่ล่องเรือกันไปกว่า 1 ชม.นั้น อิชั้นแทบไม่ได้ชะเง้อขึ้นดูวิวริมฝั่งแม่น้ำไซง่อนเลยแม้แต่น้อยฮ่ะ เพราะอิ่ตอนนั้นมันหิวซะจนแทบจะกินเรือชุบแป้งทอดได้อยู่แระ...T^T

โดยปกติแล้ว การเดินทางมา เที่ยวโฮจิมินห์นั้น โปรแกรมของการ ล่องเรือชมแม่น้ำไซ่ง่อน ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่หลาย ๆ ทัวร์เค้าเอามาขายกันฮ่ะ เนื่องจากการได้นั่งทานอาหารบนเรือที่ค่อย ๆ ล่องไปตามแม่น้ำ รับทั้งลมเย็น ๆ แล้วก็ได้ชมการแสดงชุดต่าง ๆ ของสาวเวียดนามบนเรือด้วย ถือเป็นอรรถรสอย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด


เรือที่ให้บริการนักท่องเที่ยวหรือลูกค้าชาวเวียดนามที่ต้องการมาทานอาหารนั้น เป็นเรือขนาดใหญ่ค่ะ มีทั้ง 2 และ 3 ชั้น คล้าย ๆ ภัตาคารลอยน้ำบ้านเรานั่นล่ะ แต่ละลำก็ประดับประดาแสงไฟแข่งกันระยิบระยับจับตา เรียกว่าออกหัวครีเอทกันเต็มที่ว่างั้นเถอะ >0< / นอกจากจะมีอาหารหวานคาวไว้เสริฟลูกค้าแล้ว ยังมีการแสดงดนตรีสดรวมไปถึงการแสดงโชว์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละวันอีกด้วย


ดูเหมือนไฮไลท์ของวันนี้จะเป็นการแสดงชุด..แม่นางควงไฟ..>0</


ขอบอกว่านางควงได้มืออาชีพมากฮ่ะ นอกจากควงด้วยมือ ควงด้วยเอว ควงด้วยคอ ควงด้วยแขนแล้ว ยังมีชอทอมไฟให้ดูอีกดั้ว..แหม่~~จะคอทองแดงไปหน๊ายยย..อิชั้นล่ะหวาดเสียวแทนนะนั่น..


ล่องเรือรอบนี้มีกลุ่มสาวชาวเวียดที่รักเสียงเพลงร่วมทางมาด้วยกันค่ะ ประเภทนักร้องบนเวทีร้อง ๆ ไป พอผ่านมายืนไมค์ให้ คุณพี่ก็ยึดไมค์มาทั้งร้องทั้งโยก โบกมือกันหยอย ๆ (บอกน้อยจะไปชายแดน..)ยังกะอยู่ในคอนเสริตพี่เบิร์ด ธงไชยกันซะงั้น ดีนะที่อิชั้นยับยั้งชั่งใจทัน ไม่งั้นจะลุกขึ้นดวลสุนทราภรณ์ให้ชาวเวียดได้อึ้งกันไปข้าง !!

สรุปแล้วคืนแรกในนครโฮจิมินห์ของอิชั้นจบลงด้วยการอึ้งทึ่งเสียวกับแม่นางโป๊ะไฟฮ่ะ ถือเป็นการวอร์มขา วอร์มอารมณ์อยากเที่ยวให้กระเจิดกระเจิงมากขึ้น พรุ่งนี้เราจะเริ่มต้นเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์ ด้วยการไปชมอุโมงค์กูจีที่มีชื่อเสียงของเวียดนามกันนะคะ


เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai



เที่ยวโฮจิมินห์


โฮจิมินห์ซิตี้ หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า นครไซ่ง่อน นั้นเป็นเมืองใหญ่ฮ่ะ เป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีอายุยาวนานมากว่า 300 ปีที่ได้รับการขนาดนนามว่าเ็ป็นไข่มุกแห่งตะวันออกไกล โดยภูมิประเทศแล้ว โฮจิมินห์ซิตี้ ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 6 เมตรน่ะนะคะ ทางด้านเหนือจะติดกับจังหวัดบิ่นห์เยือง (Binh Duong) ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกับจังหวัดเตนินห์ (Tay Ninh) ด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับจังหวัดด่องไน (Dong Nai) ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับเขตหวุงเต่า ในจังหวัดบาเรีย - หวุงเต่า (Baria-Vung Tau) ด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ติดกับจังหวัดลองอัน (Long An) และเตี่ยนยาง (Tien Giang) ทั้งนี้ นครโฮจิมินห์และจังหวัดรอบนอกเหล่านี้ ถือเป็นแหล่งการค้า การลงทุน ที่สำคัญที่สุดของ เวียดนามใต้ โฮจิมินห์ จึงนับได้ว่า เป็นเมืองท่าพาณิชย์และเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว


ช่วงที่เราเดินทางมาถึง ท้องฟ้าของนครไซ่ง่อนแห่งนี้มืดลงแล้วอ่ะนะคะ หลังจากผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว น้องซินก็พาหมู่เฮาชาวคณะ (ฟังดูเหมือนคณะหมอลำยังไงไม่รุ) ออกมาด้านนอกสนามบินเพื่อมาพบกับไกด์ท้องถิ่นหนุ่มหน้าตาคมเข้ม ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน พี่ท่านก็ไม่ได้ละม้ายคล้ายคนเวียดนามเลยสักกะติ๊ด..ซึ่งเมื่อถามไถ่แนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว อิชั้นจึงถึงบางอ้อ (อยู่เลยบางพลัดไปนี๊ดดนึง..) ว่าที่แท้พี่แกเป็นหนุ่มชาวเขมรที่มาเกิดและเติบโตอยู่ในเวียดนามนั่นเอง มิน่า..ถึงพูดได้หลายภาษานัก ทั้งอังกฤษ ไทย เวียดนาม เขมร แถมบางทียังพ่วงท้ายภาษาลาวแถมมาได้อีกตั้งภาษาหนึ่งด้วย นับว่าเป็นคนหลากหลายดีนะเนี่ย :P


รถบัสที่จะพาเราเดินทางกันในทริปนี้ เป็นบัสขนาดเล็กฮ่ะ ประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ แล้ว น่าจะมีประมาณ 22 ที่นั่ง ซึ่งเมื่ออัดพวกเราเข้าไปทั้ง 15 คน (รวมไกด์อีก 2 เป็น 17) ก็ยังนับว่าเป็นบัสที่นั่งได้พอดี ๆ ซึ่งแน่ีนอนว่าเมื่อมาถึงค่ำกันปานฉะนี้ สถานที่แรกที่เราต้องไปเหยียบก็คือ "โรงแรม" ที่เราจะต้องพักกันในคืนนี้นี่เอง

เก็บสัมภาระกันเสร็จแล้ว เดี๋ยวเราไปล่องเรือทานอาหาร ล่องเรือชมความงามของแม่น้ำไซง่อน กันนะคะ


ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.tripdeedee.com/traveldata/vietnam/vietnam03.php
ภาพประกอบสงวนลิขสิทธิ์โดย Pacharawalai