แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระใหญ่แห่งเขาหลิงซาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระใหญ่แห่งเขาหลิงซาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ตอนที่ 4


เมื่อยจุง ๆ เลยนะคะที่รัก....

...เย้ย..5555+

เรายังคงจุดเทียนเวียนวน เรามาหลายคนวนเอ๋ยวนเวียนกันอยู่ใน วัดเขาหลิงซาน แห่งเมือง อู๋ซี นะคะ (เริ่มหอบแดร่กแระ >.< อุอุ)..งานนี้อิชั้นคะเนดูจากพื้นที่และระยะทางที่ต้องเดินเที่ยวชมบริเวณวัดดูแล้ว คาดว่าน่องจะโป่งน้อง ๆ พี่สามล้อถีบออกมาอีกราว 0.05 ซม.ฮ่ะ..โป่งไม่โป่งเปล่า ตกกลางคืนมันจะปวดด้วยรึเปล่านี่สิ งานนี้อิ่ป้าจะุหันหลังกลับก็ไม่ได้ละ ก็ลากสังขารเดินกันไป เอ้า..เดินก็เดินฟระ.. T^T

เดินผ่านพ้นลานน้ำพุมาได้หน่อยนึงก็เข้าสู่ส่วนของสถาปัตยกรรมที่จัดสร้างขึ้นในลานเผยแพร่พระพุทธศาสนาฮ่ะ


ที่เห็นเป็นเสาวสูง ๆ และมีรูปราชสีห์หรือสิงห์แกะสลักหันหลังชนกันอยู่ 4 ตัว นั่นก็คือเสาอโศกน่ะนะคะ เสาอโศกนี้จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระพทธศาสนา โดยมีความเป็นมาว่าเมื่อครั้งอดีต พระเจ้าอโศกมหาราชท่านได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และที่มีราชสีห์สลักอยู่บนหัวเสา ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้แผ่ไพศาลไปไกลดุจเสียงคำรามของราชสีห์นั่นเองค่ะ

หลุดจากลานเสาอโศกไป คราวนี้ก็จะไปถึงในส่วนของบันไดอันสูงลิบลิ่วที่จะขึ้นไปสักการะบูชาพระใหญ่แห่งเขาหลิงซานกันบ้าง แต่ก่อนที่จะขึ้นบันไดไป เราก็ยังสามารถที่จะแวะกราบไหว้บูชาพระหัตถ์จำลองของพระใหญ่หลิงซานต้าฝ๋อกันได้ก่อน ซึ่งพระหัตถ์นี้ทำด้วยโลหะสัมฤทธิ์เช่นกัน ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของพระใหญ่น่ะนะคะ


ว่ากันว่าบริเวณใจกลางฝ่ามือจำลองขององค์พระใหญ่หลิงซานนั้นสื่อถึงความปราถนาที่จะให้โลกนี้สงบสุขค่ะ  ดังนั้นจึงจะเห็นว่ามีผู้คนมากมายจากทั่วสารทิศที่มาไหว้พระทำบุญที่นี่ แวะกราบไหว้บูชาและลูบบริเวณใจกลางฝ่ามือของพระหัตถ์จำลองเพืี่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตกันอย่างล้นหลาม


ดูขนา่ดของฝ่ามือเมื่อเทียบกับขนาดของผู้คนแล้ว ก็เชื่อว่าใหญ่จริง >.<.....สาธุ..


เรายังขึ้นไปไม่ถึงตีนบันไดขององค์พระใหญ่เลย ในตอนหน้าของบล็อกทิปถูกใจ เราจะมาแวะไหว้พระสังกัจจายซึ่้งประดิษฐานอยู่ทางเบื้องขวาขององค์พระกันก่อน แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ตอนที่ 3


เดินละห้อยละเหี่ยจากปากทางเข้าของ วัดหลิงซาน ผ่านซุ้มประตูของทางวัดมาสองซุ้ม ที่สุดเราก็มาถึงบริเวณลานแสดงน้ำพุที่มีชื่เสียงของทางวัดจนได้ค่ะ


ที่ตั้งตระหง่านใหญ่โตรโหฐานอยู่กลางลานนั่นก็คือดอกบัวซึ่งอยู่ใจกลางบ่อน้ำพุน่ะนะคะ ซึ่งตรงจุดนี้ไกด์ท้องถิ่นแจ้งมาตั้งแต่หน้าประตูแล้ว ว่าจะมีการแสดงน้ำพุช่วงเวลาบ่ายสองของทุกวัน วันละหนึ่งรอบ ดังนั้นเราจึงมีเวลาเดินไปนมัสการพระใหญ่ที่เห็นลิบ ๆ นู้นก่อน (อิชั้นแอบท้อเล็กน้อย มืิอไม้สั่นเพราะวิ่งไปถ่าย(รูป)ไปโดยไม่ได้ท้องเสียมาตลอดทาง 555+ T^T)


ณ.จุดนี้ อิ่ป้านี่ก็ขอแวะทำแต้มอีกแล้ว >0</


ระหว่างทางก็ชื่นชมความหล่อ..เอ๊ย..ความงามของสถานที่ไปเรื่อย ๆ ค่ะ ภาพบนนั้นก็คือนักท่องเที่ยวชาวอะไรก็ไม่รู้ยืนให้อาหารนกเค้าแมว เย้ยยย...นกพิราบอ้วนอยู่ฮ่ะ..ขอบอกว่านกมันเชื่องมาก อิชั้นแอบสงสัยว่าไอ้ที่มันไม่บินหนีก็อาจจะเป็นเพราะว่าไขมันมันจุกอกจนบินไม่ขึ้นแล้วก็เป็นได้


มาถึงจุดที่น่าสนใจจุดที่สองค่ะ นั่นก็คือจุดที่มีประติมากรรมภาพแกะสลักย่อเรื่องราวพุธประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ทรงออกผนวชระเรื่อยมาจนถึงทรงตรัสรู้เลยทีเดียว รายละเอียดสวยงามครบถ้วนน่าตื่นตาตื่นใจ ชาวจีนนี่ลองตั้งใจทำอะไรแล้วก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริง ๆ


สวยงามมาก ๆ เลย ถ่ายรูปพอให้รู้ว่ามาถึงแล้วสักเล็กน้อยเนาะ...เอิ่ม..เหมือนเช็คจุด RC เลยแฮะตรู..


ณ.จุดนี้อนุญาตให้ไปดื่มน้ำปัส..เอ๊ย..เข้าห้องน้ำได้ตามสะดวกค่ะ แล้วเรามาเดินเที่ยวชมความงามอลังการของวัดกันต่อในครั้งหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai





วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ตอนที่ 2



ต้องพยายามเตือนตัวเองไม่ให้ขี้เกียจเขียน 555+ เพราะทริปใกล้งอกเต็มทีละ ขืนหมักเรื่องเที่ยวเอาไว้นาน ๆ อิชั้นคงลืมมันก่อนแน่ ๆ T^T

อ่ะ..มาจะกล่าวบทไปเมื่อคราวที่แล้ว อิชั้นพาทุกท่านมาทำความรู้จักกันคร่าว ๆ เกี่ยวกับ วัดหลิงซาน แห่งเมือง อู๋ซี กันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ และก็อย่างที่หลายคนทราบ (แน่ใจเหรอว่าหลายคนเค้าทราบแล้ว 555+) ว่าที่วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปโลหะองค์ใหญ่ ที่มีความสูงถึง 88 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 700 ตันเลยทีเดียว ดังนั้นที่นี่จึงเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ที่คนจีนและผู้มาเยือนตั้งใจมาเยี่ยมชมกันน่ะนะคะ

ต้องขอบอกว่าวัดหลิงซานแห่งนี้เป็นวัดที่มีพื้นที่กว้างขวางมากกก..ถึงมากที่สุดเท่าที่อิชั้นเคยเดินมาเลยฮ่ะ จากข้อมูลของไกด์ท้องถิ่นที่ให้มา ทราบว่าที่นี่มีพื้นที่มากถึง 7 หมื่นตารางเมตรกันเลยสองที (บรรทัดข้างบนนั้นมีเลยทีเดียวไปแล้ว หนูกลัวซ้ำ..เย้ย..) โดยแบ่งพื้นที่แต่ละโซนทำการสร้างสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาต่าง ๆ เรามาเดินเที่ยวชมกันเท่าที่เวลามีอย่างจำกัดกันนะคะ  (กัดฟันกรอด ๆ เพราะมีเวลาน้อยนิดซะเหลือเกิน)


เริ่้มกันตั้งแต่ด้านหน้าเลยค่ะ มีซุ้มประตูใหญ่ก่อนเข้าไป ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องซื้อบัตรผ่านประตูกันซะตั้งแต่ตรงนี้ แต่เนื่องจากอิชั้นมากับทัวร์ งานนี้ก็เลยไม่ต้องจ่าย 5555+ สนุกจังตังค์อยู่ครบอีกแล้วตรู


เข้ามาด้านในแล้วค่ะ ทางด้านขวามือก่อนจะข้ามสะพานเข้าไปยังส่วนที่มีสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงอยู่ มีออฟฟิศขายตั๋วรถไฟฟ้าสำหรับนั่งเที่ยวชมรอบบริเวณด้วยนะ อิชั้นว่าดีเหมือนกัน เพราะจากที่คะเนดู วัดแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางเอามาก ๆ แถมยังแบ่งโซนสถาปัตยกรรมออกเป็นตั้งสองฝั่ง คือ จากทิศใต้ถึงทิศเหนือ แบ่งกลุ่มสถาปัตยกรรมเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก ถ้าใครแข้งขาไม่ดีไม่แข็งแรง ก็เห็นทีจะเดินกันขาลาก ไปไม่ไหวกันแน่ ๆ >0<


ที่เห็นลิบ ๆ อีกฝั่งของสะพานที่ต้องข้ามไป ก็คือซุ้มประตูอีกชั้นหนึ่งฮ่ะ..แต่ขออิ่ป้าถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึกหน่อยนะคะ คริ คริ..


เข้ามาแล้วเจอรอยพระบาทสัมฤทธิ์จำลองค่ะ มีนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญโยนเหรียญเอาไว้ภายในด้วย เท่าที่สังเกตดูเหรียญก็มีจากหลายมุมโลกอยู่เหมือนกัน


คะเนดูจากสายตาแล้ว..คุณพี่เห็นถึงความไกลของพระใหญ่แห่งวัดหลิงซานที่อยู่ห่างจากซุ้มประตูมั้ยคะ อิชั้นว่าจากปากทางเข้า ไปจนถึงพระใหญ่นู่น คงกินระยะไม่น้อยกว่า 1 กม.แน่ ๆ เยย ฮือออ..ตรูจะเดินไหวมั้ยล่ะเนี่ย Y^Y



เอ้า..หลวมตัวเดินเข้ามาละ ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป แดดก็ร้อน ลมก็แรง แต่ขืนหยุดเดิน เวลาที่ไกด์ให้ก็คงไม่พอจะเดินได้ทั่วถึงแน่

ชักเริ่มยาวละ...ยกยอดไปเดินเที่ยวกันต่อในครั้งหน้าละกันนะ ^^



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ตอนที่ 1


ก่อนที่จะเขียนบทความพาเที่ยวตอนนี้ มีคนแอบกระซิบถามอิชั้นว่า ไอ้เจ้าเขาหลิงซานนี่มันใช่ที่เดียวกับเขาเหลียงซานที่เราเคยคุ้นหูคุ้นตาอิ่ตอนดูหนังจีนกำลังภายในรึเปล่าหว่า..... (เออ..นั่นสิ)

เอิ่ม.....จิ่บอกว่าอิชั้นค่อนข้างแน่ใจว่ามันเป็นคนละที่ฮ่ะ แต่เพื่อความชัวร์ อิชั้นก็เลยไปลองค้น ๆ ดู ว่าไอ้เจ้าเขาเหลียงซานที่ว่า มันอยู่ที่ไหนในเมืองจีนกันแน่ สรุปแล้วก็คือ เขาเหลียงซานนั้นก็คือเขาหินปูนที่อยู่ในเมืองเหลียงซานโน่นแน่ะฮ่ะ (ส่วนที่ไอ้ที่เราจะไปเที่ยวนี่มันอยู่ในเมืองอู๋ซีนะคุณผู้ชม) ที่นั่นจะเป็นแหล่งฝึกวิทยายุทธของจอมยุทธต่าง ๆ มีเรื่องราวเล่าขาน ตำนานแห่งผู้กล้าที่ถ่ายทอด แต่งแต้ม เรื่องราวของการต่อสู้มากมาย ซึ่งแน่นอนว่า..มันคนละฝาคนละฝั่งกับไอ้ที่เราจะไปเที่ยวกันในวันนี้แน่นอนอ่ะนะคะ >0</  แหม..แต่พูดถึงแล้ว ก็แอบอยากไปปีนเขาเหลียงซานขึ้นมาตลิด ๆ เนาะ ติดอยู่ที่ว่าคนที่เคยไปมาเค้ากลับมาเม้าท์มอยกันว่า ขาขึ้นโหดกว่าการเดินขึ้นภูกระดึง 10 เท่า แอ็กซ์..แล้วสังขารห่วย ๆ แบบอิชั้น จะไหวเร๊อะคุณพี่ !!!

วกกลับมาเดินเที่ยวแบบเจียมสังขารบนพื้นราบกับอิชั้นกันต่อดีกว่าค่ะ (กระซิก ๆ) วันนี้เราออกเดินทางจากเมืองหังโจวแต่เช้าเลย แต่ให้เช้ายังไงก็มาถึง เมืองอู๋ซี เอาเกือบเที่ยงอยู่ดี งานนี้ก็เลยต้องแวะกินข้าวกลางวันตามโปรแกรมกันก่อน ก่อนที่จะไปเดินย่อยไก่ย่อยผัก ใช้พลังงานกันในวัดเขาหลิงซานโน่นน่ะนะคะ

กินข้าวกลางวันกันเสร็จ ระหว่างทาง ไกด์ก็สาธยายให้ฟังถึงสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวชมเล็กน้อยฮ่ะ เอ๊ะ..หรือจริง ๆ เค้าพูดเยอะ แต่อิชั้นฟังไม่ทันก็ไม่รู้ อ่ะ..เอาเป็นว่าเก็บมาแต่เฉพาะที่พอจำได้ก็ละกันนะคะ T^T

วัดหลิงซาน นั้น ก็คือวัดเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียวค่ะ ที่นี่เป็นวัดขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่ตั้งอยู่ในเมืองอู๋ซี และมีจุดเด่นตรงที่เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร (พระใหญ่หลิงซานต้าฝ๋อ) ที่สูงที่สุดในประเทศจีน คือมีความสูงถึง 88 เมตร และมีน้ำหนักราว 700 กว่าตันแน่ะ  (เจ๋งสุด ๆ)โดยผู้ที่ขึ้นไปสักการะองค์พระปางประทานพรนั้น จะสามารถเดินขึ้นไปถึงฐานพระพุทธรูปได้เลย ส่วนในบริเวณวัดก็มีการแบ่งพื้นที่เพื่อสร้างสถานที่เที่ยวชมหลายจุด รายล้อมไปด้วยภูเขาถึงสามด้าน และมีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า เรียกว่าถูกฮวงจุ้ยกันสุด ๆ

ในตอนหน้าเรามาเดินชมความสวยงามของบริเวณวัดแห่งนี้กันนะคะ




เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai




วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เที่ยวเมืองอู๋ซี (Wuxi,無錫)


เช้าวันนี้เราตื่นกันแต่เช้ามืดฮ่ะ..เนื่องจากคุณไกด์แจ้งแล้วว่าจะออกเดินทางจากหังโจวไปเมือง อู๋ซี กันแต่เช้า ซึ่งก็นะ..มอนิ่งคอล์ลกันตั้งแต่ตีห้า (พี่คะ พี่จับหนูนอนบนรถบัสตั้งแต่เมื่อคืนเลยดีกว่ามั้ย) หกโมงกินข้าวในโรงแรม เจ็ดโมงล้อหมุน แปดโมงคาดว่าสมาชิกผู้ร่วมทัวร์คงหลับน้ำลายยืดบนรถกันต่อ (หรืออิชั้นยืดด..อยู่คนเดียวก็ไม่ยู้) Y^Y


จริง ๆ ถ้าจะทวงถามว่าทำไมทริปนี้อิชั้นได้ข้อมูล เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยของสถานที่ที่ไปเที่ยวกลับมาฝากน้อยนัก ก็อย่าได้โทษอิชั้นเลยนะคะ ขอให้ทุกท่านเล็งเป้าไปที่อิ่ตาไกด์ท้องถิ่นและบริษัทนำเที่ยวโน่น ที่จัดโปรแกรมทัวร์ด่วนนรกแตก แหกมันทุกเมืองแน่นเอี๊ยดถึงขนาดเน้..หญิงจะบอกว่าไม่ไหวก็ใช่ที่ เข้าตำราสังขารไม่ไหวแต่ใจยังสู้ของจริงเลยล่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อมันเหนื่อยมาก ๆ เข้า ขึ้นรถทีไร อิชั้นก็หลับแป้กแม่มมมันได้ทุกสถานการณ์เยี่ยงนั้น >0</

อ่ะ..ก่อนจะพาเพื่อน ๆ ไปไหว้ พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ณ.เมืองอู๋ซี เรามาดูข้อมูลของเมือง ๆ นี้กันสักเล็กน้อยดีกว่าค่ะ

เมืองอู๋ซี นั้น เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานทีเดียวค่ะ ที่นี่ถือได้ว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมเบาและได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองเซี่ยงไฮ้ของประเทศจีน เนื่องจากทางการจีนได้เริ่มทำการพัฒนาให้มีความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมเมื่อไม่นานมานี้

เมืองอู๋ซีนั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 3 พันปีก่อน โดยเจ้าชายสองพระองค์ซึ่งได้ลี้ภัยมาจากทางตอนเหนือของประเทศจีน โดยเมื่อก่อนนั้นดินแดนนี้เรียกกันว่า "เหมย" (Mei) และเนื่องจากมีการขุดทำเหมืองดีบุกในบริเวณใกล้เคียง เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อว่า 'หยูซี' (Youxi - เมืองที่มีดีบุก) จนกระทั่งแร่ดีบุกถูกขุดจนหมดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 568 เมืองนี้จึงถูกเรียกกันในชื่อปัจจุบัน

เมืองอู๋ซีถือเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำฮ่ะ เพราะอยู่ริมทะเลสาบไท่หู ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในสี่ของเมืองที่ปลูกข้าวได้มากที่สุดของจีน มีพื้นที่กว้างใหญ่ราว 4,650 ตร.กม. และมีเขตติดต่อกับสองมณฑล คือมณฑลเจ้อเจียงและมณฑลเจียงซู การวางผังเมืองอู๋ซีมีลักษณะเป็นรูปวงกลม ซึ่งก็เป็นไปตามลักษณะของเมืองยุคเก่าของจีนอีกหลายเมือง ภายในเมืองมีคลองสายเก่าหลายสายตัดไขว้กันไปทั่ว ซึ่งปัจจุบันคลองสายหลักเหล่านั้นก็ยังเป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่ซึ่งใช้ขนสินค้าหนักกันอยู่เลยน่ะนะคะ

สถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปเยี่ยมชมภายในเมืองอู๋ซีที่มีชื่อเสียงมาก ๆ ก็ได้แก่ พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซานค่ะ ในตอนหน้าของบล็อกทริปถูกใจ เราจะไปกราบขอพรจากองค์พระและเที่ยวชมความงามของวัดแห่งนี้ด้วยกันนะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai
อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย