แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทัวร์จีัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทัวร์จีัน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ช้อปปิ้งบนถนนนานกิง


สถานที่ท่องเที่ยวที่มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวจีนเองและชาวต่างชาติมาเยือนกันอย่างมากมายอีกสองแห่งที่จะพลาดเสียไม่ได้เมื่อมาเยือนนคร เซี่ยงไฮ้ แห่งนี้ ก็คือ ถนนนานกิง และ ตลาดร้อยปี หรือที่เราเรียกว่า ตลาดเฉิงหวังเมี่ยว นั่นเองน่ะนะคะ ซึ่งที่แรกที่เราจะพาไปเยือนกันในวันนี้ก็คือ แหล่งช้อปปิ้งขึ้นชื่อในแถบถนนนานกิง ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับย่านสีลมของเมืองไทยเรานั่นเองฮ่ะ


ถนนนานกิง หรือ นานกิงลู่ ก็คือแหล่งช้อปปิ้งสตรีท หรือถนนคนเดินถือเป็นย่านช็อปปิ้งที่ไม่เคยหลับใหลและเก่าแก่ที่สุดของเซี่ยงไฮ้เลยทีเดียวฮ่ะ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ หรือหาดไว่ทันนัก และมีความยาวมากกว่า 5 กม. โดยเป็นแหล่งขึ้นชื่อในเรื่องของการช็อปปิ้งสินค้าแบนด์เนมต่าง ๆ จากทุกมุมโลก


จากการสอบถามข้อมูลเล็กน้อยจากทางไกด์ท้องถิ่น ทราบว่าที่นี่ถือว่าเป็นถนนเอนกประสงค์ของชาวเซี่ยงไฮ้เลยก็ว่าได้ค่ะ เนื่องจากในยามเช้า ๆ ที่นี่จะมีผู้คนโดยเฉพาะผู้สูงอายุมาออกกำลังกายกัน ทั้งรำกระบี่ ไทเก๊ก รำพัด แต่พอสายหน่อยก็จะกลายเป็นแหล่งช็อปปิ้ง มีห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านค้ามากมาย และจะเปิดให้รถประจำทางวิ่งเฉพาะช่วง 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น พอหลังจาก 6 โมงเย็นทีนี้ก็จะปิดถนนให้เฉพาะคนเดินเท่านั้นฮ่ะ


อิชั้นเริ่้มขี้เกียจถ่ายรูปละ (อ้าว..เฮ้ย !!??) เอาคลิปไปดูบรรยากาศกันบ้างละกันเนาะ.. :P



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สนามรังนกแห่งเมืองซูโจว (ศูนย์เทคโนโลยีและศิลปวัฒนธรรมซูโจว)


กว่าจะเดินทางจากเมืองอู๋ซีมาถึง ซูโจว ก็เล่นเอาเย็นย่ำสนทยากันแล้วฮ่ะ ดังนั้นแทนที่จะได้เที่ยวชม สนามรังนกแห่งเมืองซูโจว หรือที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ศูนย์เทคโนโลยีและศิลปวัฒนธรรมซูโจว ก็เล่นเอามืดตึ้ดตื๋อ..มืดไม่มืดเปล่า แถมหนาวจิ๊ปเผงอีกด้วย T^T ดังนั้น พอกินข้าวกินปลากันเสร็จและรถพาคณะลูกทัวร์มาถึงด้านหน้าของสนามรังนกปั๊บ ก็เลยมีบรรดาคุณเจ๊และเหล่าบรรดาอาตี๋อาหมวยอาอึ้มทั้งหลายที่สมัครใจ ไม่ลงจากรถ !!!

เย้ย..มาถึงที่นี่แล้วนะเฟร้ย..ลงไปดูสักนี๊ดดนึงก็ยังดี..ให้เห็นว่าหน้าตาไอ้สนามรังนกนี่มันเป็นยังไง รู้ล่ะ..ว่ามันหนาว เรียกได้ว่าเดินกันไปแบบปากคอสั่น แต่อุตส่าห์ดั้นด้นกันมาถึงที่หมายแล้วจะไม่ลงไปดูมันก็คงกระไรอยู่

อย่ากระนั้นเลยฮ่ะ..เดินขาสั่นตามอิชั้นลงจากรถกันเถอะ >0<


โอ้โห....หะแรกที่อิชั้นเห็น สนามรังนกซูโจว ที่มีแสงไฟสีน้ำเงินส่องวับวามอยู่ในความมืด (ข่าวว่าไฟสีน้ำเงินนี้กระพริบเป็นสีอื่นได้ด้วยนะ) อิชั้นถึงกับต้องร้องอุทานอยู่ในอกเลยฮ่ะ....นี่พี่คุณพี่ปั่นไฟใช้เองใช่ป่ะเนี่ย ทำไมถึงประดับประดาแสงไฟซะอะร้าอร่ามขนาดนี้


ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกนิด ว่าสนามรังนกซูโจวที่เห็นอยู่นี่ หน้าตาเป็นฝาแฝดกันกับสนามรังนกที่เมืองปักกิ่งฮ่ะ เนื่องจากใช้นักออกแบบคนเดียวกัน โดยการออกแบบนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากสวนป่าซูโจว และก่อสร้างให้หันหน้าเข้าหาแม่น้ำตามหลักแห่งฮวงจุ้ยน่ะนะคะ

เสียดายที่ไม่ได้มาถึงช่วงกลางวัน แถมมีเวลาแวะให้ดูแป๊บเดียวพอให้รู้ว่ามาตามรายการทัวร์แล้วนะยะ งานนี้อิชั้นอดเข้าไปดูรายละเอียดหรืออะไรต่อมิอะไรใกล้ ๆ เลยง่ะ กระซิก กระซิก.. T^T

ตกลงเป็นอันว่างานนี้หมู่เฮาชาวคณะได้ชื่อว่ามาเที่ยวเมืองซูโจวกันเรีัยบร้อยแล้วฮ่ะ (เอิ่ม..มันใช่หรือคะคุณพี่) แม้ว่าจะเป็นการเหยียบย่างเท้าลงแผ่นดินซูโจวแค่ติ่งเดียวของเมืองก็เหอะ คิด ๆ ดูแล้วก็น่าเจ็บใจเหมือนกันเนอะ อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งไกล เที่ยวได้แค่เนี้ยะ..เอาเป็นว่าไหน ๆ ก็ใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้แค่เล็กน้อย เรามาดูรายละเอียดของเมืองซูโจวเอาไว้เผื่อได้กลับมาเที่ยวซ่อมกันสักหน่อยดีกว่านะคะ

เมืองซูโจว (Su Zhou City) นั้นตั้งอยู่ที่มณฑลเจียงซูตอนใต้ฮ่ะ ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษของจีน เป็นเมืองสำคัญทั้งทางด้านการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม การขนส่งและขึ้นชื่อว่าเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจของจีนอีกด้วย

ถามว่าเมืองนี้มีอะไรดี ? นั่นสิ..เมืองนี้มีอะไรดี ปี ๆ นึงถึงได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวกันมากหน้าหลายตา ซูโจวนั้นนับว่าเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมฮ่้ะ ที่นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ในเมืองและนอกเมืองเต็มไปด้วยสวนโบราณ โดยในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ซูโจวนั้นมีสวนโบราณมากกว่า 200 แห่ง (ปัจจุบันมีสวนที่ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์อย่างสมบูรณ์แล้วกว่า 10 แห่ง) นอกจากนี้ยังมีลำคลองต่าง ๆ มากมายเป็นอันดับหนึ่งในลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนใต้ เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่มี่ชื่อเสียงทั้งทางด้านความงาม สายน้ำขุนเขา และสวนโบราณ จนได้รับการย่องย่องในคำกล่าวประโยคหนึ่งว่า "สวนโบราณแห่งเจียงหนาน สุดยอดในปฐพี สวนโบราณแห่งซูโจว สุดยอดในเจียงหนาน” และได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองสวรรค์ในโลกมนุษย์” ทีเดียวนะคะ

เที่ยวชมสนามรังนกแห่งเมืองซูโจวกันเรียบร้อยแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้ว T^T เดี๋ยวเราไปเข้าที่พักกันนะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai
อ้างอิงข้อมูลจาก thai.cri.cn/441/2010/06/28/242s176765.htm


วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ตอนที่ 3


เดินละห้อยละเหี่ยจากปากทางเข้าของ วัดหลิงซาน ผ่านซุ้มประตูของทางวัดมาสองซุ้ม ที่สุดเราก็มาถึงบริเวณลานแสดงน้ำพุที่มีชื่เสียงของทางวัดจนได้ค่ะ


ที่ตั้งตระหง่านใหญ่โตรโหฐานอยู่กลางลานนั่นก็คือดอกบัวซึ่งอยู่ใจกลางบ่อน้ำพุน่ะนะคะ ซึ่งตรงจุดนี้ไกด์ท้องถิ่นแจ้งมาตั้งแต่หน้าประตูแล้ว ว่าจะมีการแสดงน้ำพุช่วงเวลาบ่ายสองของทุกวัน วันละหนึ่งรอบ ดังนั้นเราจึงมีเวลาเดินไปนมัสการพระใหญ่ที่เห็นลิบ ๆ นู้นก่อน (อิชั้นแอบท้อเล็กน้อย มืิอไม้สั่นเพราะวิ่งไปถ่าย(รูป)ไปโดยไม่ได้ท้องเสียมาตลอดทาง 555+ T^T)


ณ.จุดนี้ อิ่ป้านี่ก็ขอแวะทำแต้มอีกแล้ว >0</


ระหว่างทางก็ชื่นชมความหล่อ..เอ๊ย..ความงามของสถานที่ไปเรื่อย ๆ ค่ะ ภาพบนนั้นก็คือนักท่องเที่ยวชาวอะไรก็ไม่รู้ยืนให้อาหารนกเค้าแมว เย้ยยย...นกพิราบอ้วนอยู่ฮ่ะ..ขอบอกว่านกมันเชื่องมาก อิชั้นแอบสงสัยว่าไอ้ที่มันไม่บินหนีก็อาจจะเป็นเพราะว่าไขมันมันจุกอกจนบินไม่ขึ้นแล้วก็เป็นได้


มาถึงจุดที่น่าสนใจจุดที่สองค่ะ นั่นก็คือจุดที่มีประติมากรรมภาพแกะสลักย่อเรื่องราวพุธประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ทรงออกผนวชระเรื่อยมาจนถึงทรงตรัสรู้เลยทีเดียว รายละเอียดสวยงามครบถ้วนน่าตื่นตาตื่นใจ ชาวจีนนี่ลองตั้งใจทำอะไรแล้วก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริง ๆ


สวยงามมาก ๆ เลย ถ่ายรูปพอให้รู้ว่ามาถึงแล้วสักเล็กน้อยเนาะ...เอิ่ม..เหมือนเช็คจุด RC เลยแฮะตรู..


ณ.จุดนี้อนุญาตให้ไปดื่มน้ำปัส..เอ๊ย..เข้าห้องน้ำได้ตามสะดวกค่ะ แล้วเรามาเดินเที่ยวชมความงามอลังการของวัดกันต่อในครั้งหน้านะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai





วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ตอนที่ 2



ต้องพยายามเตือนตัวเองไม่ให้ขี้เกียจเขียน 555+ เพราะทริปใกล้งอกเต็มทีละ ขืนหมักเรื่องเที่ยวเอาไว้นาน ๆ อิชั้นคงลืมมันก่อนแน่ ๆ T^T

อ่ะ..มาจะกล่าวบทไปเมื่อคราวที่แล้ว อิชั้นพาทุกท่านมาทำความรู้จักกันคร่าว ๆ เกี่ยวกับ วัดหลิงซาน แห่งเมือง อู๋ซี กันไปบ้างแล้วน่ะนะคะ และก็อย่างที่หลายคนทราบ (แน่ใจเหรอว่าหลายคนเค้าทราบแล้ว 555+) ว่าที่วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปโลหะองค์ใหญ่ ที่มีความสูงถึง 88 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 700 ตันเลยทีเดียว ดังนั้นที่นี่จึงเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ที่คนจีนและผู้มาเยือนตั้งใจมาเยี่ยมชมกันน่ะนะคะ

ต้องขอบอกว่าวัดหลิงซานแห่งนี้เป็นวัดที่มีพื้นที่กว้างขวางมากกก..ถึงมากที่สุดเท่าที่อิชั้นเคยเดินมาเลยฮ่ะ จากข้อมูลของไกด์ท้องถิ่นที่ให้มา ทราบว่าที่นี่มีพื้นที่มากถึง 7 หมื่นตารางเมตรกันเลยสองที (บรรทัดข้างบนนั้นมีเลยทีเดียวไปแล้ว หนูกลัวซ้ำ..เย้ย..) โดยแบ่งพื้นที่แต่ละโซนทำการสร้างสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาต่าง ๆ เรามาเดินเที่ยวชมกันเท่าที่เวลามีอย่างจำกัดกันนะคะ  (กัดฟันกรอด ๆ เพราะมีเวลาน้อยนิดซะเหลือเกิน)


เริ่้มกันตั้งแต่ด้านหน้าเลยค่ะ มีซุ้มประตูใหญ่ก่อนเข้าไป ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องซื้อบัตรผ่านประตูกันซะตั้งแต่ตรงนี้ แต่เนื่องจากอิชั้นมากับทัวร์ งานนี้ก็เลยไม่ต้องจ่าย 5555+ สนุกจังตังค์อยู่ครบอีกแล้วตรู


เข้ามาด้านในแล้วค่ะ ทางด้านขวามือก่อนจะข้ามสะพานเข้าไปยังส่วนที่มีสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงอยู่ มีออฟฟิศขายตั๋วรถไฟฟ้าสำหรับนั่งเที่ยวชมรอบบริเวณด้วยนะ อิชั้นว่าดีเหมือนกัน เพราะจากที่คะเนดู วัดแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางเอามาก ๆ แถมยังแบ่งโซนสถาปัตยกรรมออกเป็นตั้งสองฝั่ง คือ จากทิศใต้ถึงทิศเหนือ แบ่งกลุ่มสถาปัตยกรรมเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก ถ้าใครแข้งขาไม่ดีไม่แข็งแรง ก็เห็นทีจะเดินกันขาลาก ไปไม่ไหวกันแน่ ๆ >0<


ที่เห็นลิบ ๆ อีกฝั่งของสะพานที่ต้องข้ามไป ก็คือซุ้มประตูอีกชั้นหนึ่งฮ่ะ..แต่ขออิ่ป้าถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึกหน่อยนะคะ คริ คริ..


เข้ามาแล้วเจอรอยพระบาทสัมฤทธิ์จำลองค่ะ มีนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญโยนเหรียญเอาไว้ภายในด้วย เท่าที่สังเกตดูเหรียญก็มีจากหลายมุมโลกอยู่เหมือนกัน


คะเนดูจากสายตาแล้ว..คุณพี่เห็นถึงความไกลของพระใหญ่แห่งวัดหลิงซานที่อยู่ห่างจากซุ้มประตูมั้ยคะ อิชั้นว่าจากปากทางเข้า ไปจนถึงพระใหญ่นู่น คงกินระยะไม่น้อยกว่า 1 กม.แน่ ๆ เยย ฮือออ..ตรูจะเดินไหวมั้ยล่ะเนี่ย Y^Y



เอ้า..หลวมตัวเดินเข้ามาละ ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป แดดก็ร้อน ลมก็แรง แต่ขืนหยุดเดิน เวลาที่ไกด์ให้ก็คงไม่พอจะเดินได้ทั่วถึงแน่

ชักเริ่มยาวละ...ยกยอดไปเดินเที่ยวกันต่อในครั้งหน้าละกันนะ ^^



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai