แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองอู๋ซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองอู๋ซี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ตอนที่ 5


ก่อนที่จะเดินขึ้นไปกราบสักการะ พระใหญ่แห่งเขาหลิงซาน หรือพระหลิงซานต้าฝอ 灵山大佛 ซึ่งมีความสูงถึง 88 เมตรและมีน้ำหนักมากกว่า 700 ตัน เราก็ยังสามารถที่จะแวะกราบขอพรพระสังกัจจายซึ่งประดิษฐานอยู่เบื้องขวาขององค์พระใหญ่ได้ก่อนน่ะนะคะ


เห็นจำนวนเด็กน้อยที่ไต่อยู่ตามองค์พระแล้ว คงทายออกกันชิมิเคอะ ว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มากราบไหว้ท่านจะขออะไรกัน แหม..เสียดายที่อิชั้นยังโสด ไม่เช่นนั้นจะขอกับเค้าด้วยเหมือนกัน เอ๊ะ..หรือเราขอล่วงหน้าไว้หลาย ๆ ปีเลยดีฟระ (จะดีเหร๋อคะ....กรั่ก ๆ ๆ )


กราบพระสังกัจจายกันแล้ว คราวนี้ยังคงต้องเดินกันต่อค่ะ ที่เห็นอยู่ไกล ๆ นั่นคือซุ้มศาลาทรงเก๋งจีนซุ้มสุดท้าย ก่อนที่เราจะไปถึงบันไดทางขึ้นไปยังฐานขององค์พระใหญ่น่ะนะคะ


ภายในซุ้มมีองค์พระขนาดเล็กในกระจกแก้วคอยให้พรและความเป็นศิริมงคลแก่ผู้มาเยือนวัดแห่งนี้


เฮือก....ยังไม่ถึงอีกเร๊อะคุงพรี๊...... T^T


จริง ๆ แล้วคงต้องบอกว่าเป็นโชคดีของพวกเราฮ่ะ ที่มาไหว้พระใหญ่กันช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนและนักท่องเที่ยวยังไม่หนาตาเท่าไหร่ อิชั้นเป็นพวกนิสัยเสียอยู่อย่างนึงฮ่ะ ถ้าเห็นคนเยอะ ๆ แล้วมันไม่อยากถ่ายรูปอ่ะ ไอ้ครั้นจะไม่ถ่ายมาเดี๋ยวก็ไม่มีข้อมูลอะไรมาฝากมิตรฮักแควนเพลงกันอีก แถมเวลาเดินเที่ยวที่มีอยู่อย่างจำกัดก็บีบคั้นให้ถ่ายทุกอย่างโดยไม่ต้องคิดประดิษฐ์มุมกันเลยสักนิด...เฮ้อ..เอางี้ไปก่อนละกันเนอะ ถ้ามีโอกาสค่อยกลับไปแก้วตัวกันใหม่อีกรอบ..


ศาลาปฏิบัตรธรรมภายในวัดบ่งบอกถึงวัฒนธรรม จีน เต็มรูปแบบ มุมสวย ๆ เยอะฮ่ะ แต่ ณ.จุดนี้อิ่ป้าหมดแรงเดินแล้ว..


จวนจะถึงบันไดทางขึ้นไปฐานพระใหญ่แล้ว แต่ถ้าใครเดินไม่ไหวก็สามารถไหว้องค์พระจำลองที่อยู่ทางด้านล่างได้นะคะ




ไกลค่อด ๆ ........ เดินเที่ยวชมวัดหลิงซานกันมา 5 ตอนแล้วก็ยังไม่ถึงองค์พระใหญ่ซะที อันนี้คงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าวัดนี้กว้างขวางขนาดไหน >0</ เอาน่ะ..ตอนหน้าจะถึงองค์พระจริงๆ ละ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าละกันนิ





เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai


วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เที่ยวเมืองอู๋ซี (Wuxi,無錫)


เช้าวันนี้เราตื่นกันแต่เช้ามืดฮ่ะ..เนื่องจากคุณไกด์แจ้งแล้วว่าจะออกเดินทางจากหังโจวไปเมือง อู๋ซี กันแต่เช้า ซึ่งก็นะ..มอนิ่งคอล์ลกันตั้งแต่ตีห้า (พี่คะ พี่จับหนูนอนบนรถบัสตั้งแต่เมื่อคืนเลยดีกว่ามั้ย) หกโมงกินข้าวในโรงแรม เจ็ดโมงล้อหมุน แปดโมงคาดว่าสมาชิกผู้ร่วมทัวร์คงหลับน้ำลายยืดบนรถกันต่อ (หรืออิชั้นยืดด..อยู่คนเดียวก็ไม่ยู้) Y^Y


จริง ๆ ถ้าจะทวงถามว่าทำไมทริปนี้อิชั้นได้ข้อมูล เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยของสถานที่ที่ไปเที่ยวกลับมาฝากน้อยนัก ก็อย่าได้โทษอิชั้นเลยนะคะ ขอให้ทุกท่านเล็งเป้าไปที่อิ่ตาไกด์ท้องถิ่นและบริษัทนำเที่ยวโน่น ที่จัดโปรแกรมทัวร์ด่วนนรกแตก แหกมันทุกเมืองแน่นเอี๊ยดถึงขนาดเน้..หญิงจะบอกว่าไม่ไหวก็ใช่ที่ เข้าตำราสังขารไม่ไหวแต่ใจยังสู้ของจริงเลยล่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อมันเหนื่อยมาก ๆ เข้า ขึ้นรถทีไร อิชั้นก็หลับแป้กแม่มมมันได้ทุกสถานการณ์เยี่ยงนั้น >0</

อ่ะ..ก่อนจะพาเพื่อน ๆ ไปไหว้ พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซาน ณ.เมืองอู๋ซี เรามาดูข้อมูลของเมือง ๆ นี้กันสักเล็กน้อยดีกว่าค่ะ

เมืองอู๋ซี นั้น เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานทีเดียวค่ะ ที่นี่ถือได้ว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมเบาและได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองเซี่ยงไฮ้ของประเทศจีน เนื่องจากทางการจีนได้เริ่มทำการพัฒนาให้มีความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมเมื่อไม่นานมานี้

เมืองอู๋ซีนั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 3 พันปีก่อน โดยเจ้าชายสองพระองค์ซึ่งได้ลี้ภัยมาจากทางตอนเหนือของประเทศจีน โดยเมื่อก่อนนั้นดินแดนนี้เรียกกันว่า "เหมย" (Mei) และเนื่องจากมีการขุดทำเหมืองดีบุกในบริเวณใกล้เคียง เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อว่า 'หยูซี' (Youxi - เมืองที่มีดีบุก) จนกระทั่งแร่ดีบุกถูกขุดจนหมดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 568 เมืองนี้จึงถูกเรียกกันในชื่อปัจจุบัน

เมืองอู๋ซีถือเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำฮ่ะ เพราะอยู่ริมทะเลสาบไท่หู ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในสี่ของเมืองที่ปลูกข้าวได้มากที่สุดของจีน มีพื้นที่กว้างใหญ่ราว 4,650 ตร.กม. และมีเขตติดต่อกับสองมณฑล คือมณฑลเจ้อเจียงและมณฑลเจียงซู การวางผังเมืองอู๋ซีมีลักษณะเป็นรูปวงกลม ซึ่งก็เป็นไปตามลักษณะของเมืองยุคเก่าของจีนอีกหลายเมือง ภายในเมืองมีคลองสายเก่าหลายสายตัดไขว้กันไปทั่ว ซึ่งปัจจุบันคลองสายหลักเหล่านั้นก็ยังเป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่ซึ่งใช้ขนสินค้าหนักกันอยู่เลยน่ะนะคะ

สถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปเยี่ยมชมภายในเมืองอู๋ซีที่มีชื่อเสียงมาก ๆ ก็ได้แก่ พระใหญ่แห่งวัดเขาหลิงซานค่ะ ในตอนหน้าของบล็อกทริปถูกใจ เราจะไปกราบขอพรจากองค์พระและเที่ยวชมความงามของวัดแห่งนี้ด้วยกันนะคะ



เรื่องและภาพประกอบโดย Pacharawalai
อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย